busforex

เข้าสู่ระบบ



คงสถานะการเข้าระบบไว้ตลอด
banner
banner
busforex
busforex
ข่าว Forex ข่าวเศรษฐกิจโลก

เอฟทีซีปรับ"เฟซบุ๊ค" 5 พันล้านดอลล์

ตอบ27 อ่าน276
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:32:16 น.
สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐ (เอฟทีซี) ได้อนุมัติสั่งปรับบริษัทเฟซบุ๊ค อิงค์ เป็นเงินราว 5 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับคดีสอบสวนเรื่องการจัดการข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊ค

เอฟทีซี ได้ทำการสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า เฟซบุ๊คได้แบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน 87 ล้านคนโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กับบริษัทแคมบริดจ์ อนาลิติกา ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการเมืองของอังกฤษ

การสอบสวนมุ่งประเด็นไปที่การพิจารณาว่า การแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวนั้นละเมิดข้อตกลงยินยอมปี 2554 ระหว่างเฟซบุ๊คกับเอฟทีซีหรือไม่

ทั้งนี้ เฟซบุ๊คเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า บริษัทได้กันเงินจำนวน 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกสำหรับการจ่ายค่าปรับให้กับเอฟทีซีและระบุว่า ค่าปรับอาจจะสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์

ที่มา bangkokbiznews
แชร์กระทู้นี้
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
สื่อต่างประเทศรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐ (เอฟทีซี) ได้อนุมัติสั่งปรับบริษัทเฟซบุ๊ค อิงค์ เป็นเงินราว 5 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับคดีสอบสวนเรื่องการจัดการข้อมูลผู้ใช้งานเฟซบุ๊ค

เอฟทีซี ได้ทำการสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า เฟซบุ๊คได้แบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน 87 ล้านคนโดยไม่ได้รับอนุญาตให้กับบริษัทแคมบริดจ์ อนาลิติกา ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการเมืองของอังกฤษ

การสอบสวนมุ่งประเด็นไปที่การพิจารณาว่า การแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวนั้นละเมิดข้อตกลงยินยอมปี 2554 ระหว่างเฟซบุ๊คกับเอฟทีซีหรือไม่

ทั้งนี้ เฟซบุ๊คเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า บริษัทได้กันเงินจำนวน 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกสำหรับการจ่ายค่าปรับให้กับเอฟทีซีและระบุว่า ค่าปรับอาจจะสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์

ที่มา bangkokbiznews
แชร์กระทู้นี้
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:32:47 น.
การเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ปิดฉากลงด้วยความล้มเหลวและไร้ข้อสรุปใดๆ ท่ามกลางความกังวลว่า ความบาดหมางระหว่าง 2 ชาติในภูมิภาคเอเชียเหนือ จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ด้านห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก

ทั้งนี้ คณะผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ได้หารือในประเด็นความขัดแย้งทางการค้า เมื่อวันศุกร์ (12ก.ค.)ที่กรุงโตเกียว หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ญี่ปุ่น ยกระดับความเข้มงวดในการส่งออกสินค้าละเอียดอ่อน ที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์ไฮเทค โดยให้เหตุผลว่า เกาหลีใต้บริหารจัดการสินค้าที่มีความละเอียดอ่อนได้ไม่เพียงพอ และไม่เป็นที่น่าไว้วางใจว่าเกาหลีใต้จะละเมิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือหรือไม่

ข้อพิพาทการค้ารอบล่าสุดระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีต้นตอมาจากความบาดหมางช่วงสงครามโลก จากกรณีที่รัฐบาลเกาหลีใต้ เพิกเฉยต่อคำสั่งของศาลเกาหลีใต้ ที่ให้บริษัทญี่ปุ่นจ่ายเงินชดเชย ฐานบังคับใช้แรงงานเกาหลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งความบาดหมางทางการค้าในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์และหน้าจอของเกาหลีใต้ อาทิ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้กับทั้งแอ๊ปเปิ้ลและหัวเหว่ย

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้แบนสินค้าหลายประเภทจากญี่ปุ่น โดยชาวเกาหลีใต้คาดหวังว่ากระแสการแบนในโซเชียลจะช่วยเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาตรการตอบโต้ญี่ปุ่น

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
การเจรจาเพื่อยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ปิดฉากลงด้วยความล้มเหลวและไร้ข้อสรุปใดๆ ท่ามกลางความกังวลว่า ความบาดหมางระหว่าง 2 ชาติในภูมิภาคเอเชียเหนือ จะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ด้านห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลก

ทั้งนี้ คณะผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ได้หารือในประเด็นความขัดแย้งทางการค้า เมื่อวันศุกร์ (12ก.ค.)ที่กรุงโตเกียว หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ญี่ปุ่น ยกระดับความเข้มงวดในการส่งออกสินค้าละเอียดอ่อน ที่ใช้ในการผลิตอุปกรณ์ไฮเทค โดยให้เหตุผลว่า เกาหลีใต้บริหารจัดการสินค้าที่มีความละเอียดอ่อนได้ไม่เพียงพอ และไม่เป็นที่น่าไว้วางใจว่าเกาหลีใต้จะละเมิดมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจกับเกาหลีเหนือหรือไม่

ข้อพิพาทการค้ารอบล่าสุดระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ มีต้นตอมาจากความบาดหมางช่วงสงครามโลก จากกรณีที่รัฐบาลเกาหลีใต้ เพิกเฉยต่อคำสั่งของศาลเกาหลีใต้ ที่ให้บริษัทญี่ปุ่นจ่ายเงินชดเชย ฐานบังคับใช้แรงงานเกาหลีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งความบาดหมางทางการค้าในครั้งนี้ อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์และหน้าจอของเกาหลีใต้ อาทิ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และ เอสเค ไฮนิกซ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ให้กับทั้งแอ๊ปเปิ้ลและหัวเหว่ย

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียของเกาหลีใต้ เรียกร้องให้แบนสินค้าหลายประเภทจากญี่ปุ่น โดยชาวเกาหลีใต้คาดหวังว่ากระแสการแบนในโซเชียลจะช่วยเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาตรการตอบโต้ญี่ปุ่น

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:33:33 น.
วานนี้ (12 ก.ค.)กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์เผยตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาส 2 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 0.1% ต่ำกว่า 1.1% ในไตรมาส 1 และที่สำนักข่าวรอยเตอร์สำรวจไว้ถ้าเทียบกันปีต่อปีถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2552 ที่ตอนนั้นจีดีพีลดลง 1.2%

ถ้าปรับตัวเลขเป็นรายปี จีดีพีเดือน เม.ย.-มิ.ย.หดตัวลง 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 7 ปี ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2555 ที่จีดีพีลดลง 4.1% จากไตรมาสก่อนหน้า

ที่น่าห่วงคือภาคการผลิตที่หดตัวลง 3.8% จากปี 2561และหดตัว 0.4% จากไตรมาส 1

ผลผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสิงคโปร์ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถดถอยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือน พ.ค. ขณะที่การส่งออกลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

ก่อนหน้านี้ทางการสิงคโปร์กล่าวว่า จะทบทวนจีดีพี 2562 ที่ 1.5%-2.5% และนักวิเคราะห์จำนวนหนึี่งเชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2563อาจถดถอย

นางสาวเซเลนา หลิง หัวหน้าฝ่ายเงินทุนและกลยุทธ์ ธนาคารโอซีบีซีกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ทางการลดตัวเลขจีดีพีปี 2562 มาอยู่ที่ 0.5-1.5% เร็วเกินไป

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจซบเซาทำให้นักเศรษฐศาสตร์เริ่มเก็งกันว่า ธนาคารกลางอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินที่อิงอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน ในการประชุมนโยบายครั้งหน้าที่จะมีขึ้นในเดือน ต.ค.

ปีที่แล้วธนาคารกลางสิงคโปร์ควบคุมนโยบายการเงิน 2 ครั้งเพื่อพยายามควบคุมแรงกดดันด้านราคาและทำให้สกุลเงินแข็งค่า ถือเป็นการกระชับนโยบายครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ข่าวจีดีพีส่งผลให้เงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลงแรงน้อย จาก 1.3570 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 1.3585 ดอลลาร์สิงคโปร์ ก่อนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
วานนี้ (12 ก.ค.)กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์เผยตัวเลขเศรษฐกิจประจำไตรมาส 2 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 0.1% ต่ำกว่า 1.1% ในไตรมาส 1 และที่สำนักข่าวรอยเตอร์สำรวจไว้ถ้าเทียบกันปีต่อปีถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2552 ที่ตอนนั้นจีดีพีลดลง 1.2%

ถ้าปรับตัวเลขเป็นรายปี จีดีพีเดือน เม.ย.-มิ.ย.หดตัวลง 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งใหญ่ในรอบเกือบ 7 ปี ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2555 ที่จีดีพีลดลง 4.1% จากไตรมาสก่อนหน้า

ที่น่าห่วงคือภาคการผลิตที่หดตัวลง 3.8% จากปี 2561และหดตัว 0.4% จากไตรมาส 1

ผลผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสิงคโปร์ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถดถอยต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันในเดือน พ.ค. ขณะที่การส่งออกลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

ก่อนหน้านี้ทางการสิงคโปร์กล่าวว่า จะทบทวนจีดีพี 2562 ที่ 1.5%-2.5% และนักวิเคราะห์จำนวนหนึี่งเชื่อว่าเศรษฐกิจปี 2563อาจถดถอย

นางสาวเซเลนา หลิง หัวหน้าฝ่ายเงินทุนและกลยุทธ์ ธนาคารโอซีบีซีกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ทางการลดตัวเลขจีดีพีปี 2562 มาอยู่ที่ 0.5-1.5% เร็วเกินไป

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจซบเซาทำให้นักเศรษฐศาสตร์เริ่มเก็งกันว่า ธนาคารกลางอาจผ่อนคลายนโยบายการเงินที่อิงอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน ในการประชุมนโยบายครั้งหน้าที่จะมีขึ้นในเดือน ต.ค.

ปีที่แล้วธนาคารกลางสิงคโปร์ควบคุมนโยบายการเงิน 2 ครั้งเพื่อพยายามควบคุมแรงกดดันด้านราคาและทำให้สกุลเงินแข็งค่า ถือเป็นการกระชับนโยบายครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ข่าวจีดีพีส่งผลให้เงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลงแรงน้อย จาก 1.3570 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 1.3585 ดอลลาร์สิงคโปร์ ก่อนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:33:58 น.
นายวิสโก กล่าวว่า กรรมการอีซีบีจะพิจารณาทางเลือกในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับต่ำ ซึ่งคำกล่าวของนายวิสโก ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าอีซีบีจะผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 25 ก.ค. หรือในการประชุมเดือนก.ย.

นอกจากนี้ คำกล่าวของนายวิสโก ยังสอดคล้องกับรายงานการประชุมนโยบายการเงินของอีซีบีประจำวันที่ 5-6 มิ.ย. ซึ่งระบุว่า กรรมการอีซีบีเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ในการประชุมวันดังกล่าว อีซีบีมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับอีซีบีที่ระดับ -0.40% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% นอกจากนี้ อีซีบียังระบุว่า จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไป อย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563

รายงานระบุว่า อีซีบีพร้อมใช้มาตรการต่างๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน

ทั้งนี้ การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ได้เป็นปัจจัยกดดันให้อีซีบีผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้ง

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า อีซีบีกำลังพิจารณาใช้มาตรการเชิงกลยุทธ์เพิ่มเติม หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอาจผ่อนปรนให้อัตราเงินเฟ้อแกว่งตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากขึ้น จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อให้ “อยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2%”

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
นายวิสโก กล่าวว่า กรรมการอีซีบีจะพิจารณาทางเลือกในการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ท่ามกลางการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และคาดการณ์เงินเฟ้อในระดับต่ำ ซึ่งคำกล่าวของนายวิสโก ทำให้มีการคาดการณ์กันว่าอีซีบีจะผ่อนคลายนโยบายการเงินในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 25 ก.ค. หรือในการประชุมเดือนก.ย.

นอกจากนี้ คำกล่าวของนายวิสโก ยังสอดคล้องกับรายงานการประชุมนโยบายการเงินของอีซีบีประจำวันที่ 5-6 มิ.ย. ซึ่งระบุว่า กรรมการอีซีบีเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ในการประชุมวันดังกล่าว อีซีบีมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์ที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับอีซีบีที่ระดับ -0.40% ขณะที่คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% นอกจากนี้ อีซีบียังระบุว่า จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อไป อย่างน้อยจนถึงช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563

รายงานระบุว่า อีซีบีพร้อมใช้มาตรการต่างๆ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน

ทั้งนี้ การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน และการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ได้เป็นปัจจัยกดดันให้อีซีบีผ่อนคลายนโยบายการเงินอีกครั้ง

นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า อีซีบีกำลังพิจารณาใช้มาตรการเชิงกลยุทธ์เพิ่มเติม หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอาจผ่อนปรนให้อัตราเงินเฟ้อแกว่งตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากขึ้น จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อให้ “อยู่ใกล้ แต่ไม่เกินระดับ 2%”

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:34:29 น.
นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษานโยบายการค้าประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า รายงานของสื่อเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ โดยเขาแนะนำให้ฟังสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เท่านั้น

"คำแนะนำของผมสำหรับนักลงทุนก็คือ ให้มีความอดทนต่อกระบวนการเจรจา และอย่าเชื่อสิ่งที่อ่านในสื่อของสหรัฐหรือจีนเกี่ยวกับการเจรจาเหล่านี้ นอกจากจะออกมาจากปากของท่านประธานาธิบดี หรือคุณโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ในระหว่างนี้ จะมี‘ขยะ’มากมายออกมาจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล และพีเพิลส์ เดลี ซึ่งผมได้เคยอ่านเรื่องที่เขียนเหล่านี้แล้ว ซึ่งสื่อพยายามเต้าข่าวเพื่อกำหนดโฉมหน้าของการเจรจา โดยไม่มีข้อมูลในเชิงลึก" นายนาวาร์โร กล่าว

อย่างไรก็ดี นายนาวาร์โร ไม่ได้ระบุถึงข่าวใดข่าวหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือแสดงหลักฐานในการสนับสนุนคำกล่าวของเขา

คำตำหนิของนายนาร์วาโร มีขึ้นหลังจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานเมื่อวันจันทร์ (8ก.ค.)ว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเผชิญอุปสรรคบางประการ ซึ่งรวมถึงการที่จีนไม่ได้เพิ่มการสั่งซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐ ขณะที่ปธน.ทรัมป์ยืนยันเรื่องดังกล่าว ด้วยการทวีตข้อความวานนี้ (12ก.ค.)ระบุว่า จีนไม่ได้สั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐตามที่ได้ให้สัญญาไว้

นายนาวาร์โร ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สงครามการค้ากำลังอยู่ในช่วงสงบ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาการค้า โดยนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ จะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งในไม่ช้า เพื่อเจรจาการค้ากับจีน

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษานโยบายการค้าประจำทำเนียบขาว กล่าวว่า รายงานของสื่อเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ โดยเขาแนะนำให้ฟังสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เท่านั้น

"คำแนะนำของผมสำหรับนักลงทุนก็คือ ให้มีความอดทนต่อกระบวนการเจรจา และอย่าเชื่อสิ่งที่อ่านในสื่อของสหรัฐหรือจีนเกี่ยวกับการเจรจาเหล่านี้ นอกจากจะออกมาจากปากของท่านประธานาธิบดี หรือคุณโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ในระหว่างนี้ จะมี‘ขยะ’มากมายออกมาจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล และพีเพิลส์ เดลี ซึ่งผมได้เคยอ่านเรื่องที่เขียนเหล่านี้แล้ว ซึ่งสื่อพยายามเต้าข่าวเพื่อกำหนดโฉมหน้าของการเจรจา โดยไม่มีข้อมูลในเชิงลึก" นายนาวาร์โร กล่าว

อย่างไรก็ดี นายนาวาร์โร ไม่ได้ระบุถึงข่าวใดข่าวหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือแสดงหลักฐานในการสนับสนุนคำกล่าวของเขา

คำตำหนิของนายนาร์วาโร มีขึ้นหลังจากวอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานเมื่อวันจันทร์ (8ก.ค.)ว่า การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเผชิญอุปสรรคบางประการ ซึ่งรวมถึงการที่จีนไม่ได้เพิ่มการสั่งซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐ ขณะที่ปธน.ทรัมป์ยืนยันเรื่องดังกล่าว ด้วยการทวีตข้อความวานนี้ (12ก.ค.)ระบุว่า จีนไม่ได้สั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐตามที่ได้ให้สัญญาไว้

นายนาวาร์โร ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สงครามการค้ากำลังอยู่ในช่วงสงบ ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาการค้า โดยนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ จะเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งในไม่ช้า เพื่อเจรจาการค้ากับจีน

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:35:01 น.
ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีในปีนี้ที่ระดับ 6.0-6.5%

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนประจำไตรมาส 2 ในวันจันทร์หน้า (15ก.ค.)ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 27 ปีในไตรมาสดังกล่าว โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน  รายงานก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัว 6.4% ในไตรมาสแรก โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% และเท่ากับการขยายตัวในไตรมาส 4/2561 ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ระดับ 6.4% ในไตรมาสแรก ถือว่าสูงที่สุดในโลก หลังจากที่อินเดียครองอันดับหนึ่งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ กระทรวงสถิติแห่งชาติอินเดียเปิดเผยตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 5.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% หลังจากขยายตัว 6.6% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว

การชะลอตัวของเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้อินเดียเสียตำแหน่งประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในโลกในไตรมาสแรกให้แก่จีน เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี

นักวิเคราะห์เตือนว่า เศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัวต่อไปในไตรมาส 2 ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีในปีนี้ที่ระดับ 6.0-6.5%

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนประจำไตรมาส 2 ในวันจันทร์หน้า (15ก.ค.)ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 27 ปีในไตรมาสดังกล่าว โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน  รายงานก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัว 6.4% ในไตรมาสแรก โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% และเท่ากับการขยายตัวในไตรมาส 4/2561 ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ระดับ 6.4% ในไตรมาสแรก ถือว่าสูงที่สุดในโลก หลังจากที่อินเดียครองอันดับหนึ่งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ กระทรวงสถิติแห่งชาติอินเดียเปิดเผยตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 5.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% หลังจากขยายตัว 6.6% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว

การชะลอตัวของเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้อินเดียเสียตำแหน่งประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในโลกในไตรมาสแรกให้แก่จีน เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี

นักวิเคราะห์เตือนว่า เศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัวต่อไปในไตรมาส 2 ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:35:32 น.
กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลจีนจะทำการคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐ เพื่อตอบโต้ต่อการที่สหรัฐได้อนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน

“เราจะคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธ เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของจีน” แถลงการณ์ระบุ

ด้านนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน กล่าวเตือนสหรัฐในวันนี้ว่า อย่าเล่นกับไฟ ในกรณีที่เกี่ยวกับไต้หวัน

“เราขอเรียกร้องให้สหรัฐตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นของไต้หวัน และอย่าเล่นกับไฟในกรณีของไต้หวัน” นายหวังกล่าว

นายหวังยังระบุว่า จะไม่มีกองกำลังต่างชาติใดสามารถยุติการรวมชาติของจีน และกองกำลังต่างชาติไม่ควรเข้าแทรกแซงในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ นายหวังแสดงความไม่พอใจต่อการที่สหรัฐได้อนุมัติการขายรถถังเอ็ม1เอ2ที อับรามส์ จำนวน 108 คัน พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ และจรวดต่อสู้อากาศยานสติงเจอร์ มูลค่า 223.56 ล้านดอลลาร์ ให้กับไต้หวัน

ขณะที่น.ส.ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน เดินทางเยือนนิวยอร์ก สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อจีน ซึ่งการเยือนนิวยอร์กของผู้นำหญิงไต้หวันด้วยการพักค้างคืนที่สหรัฐ 4 คืน โดย 2 คืนแรกอยู่ในนิวยอร์ก ได้มีเหตุวิวาทของกลุ่มผู้สนับสนุนจีนและกลุ่มผู้สนับสนุนไต้หวันบริเวณหน้าโรงแรมที่ผู้นำไต้หวันเข้าพัก ทำให้ตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลจีนจะทำการคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐ เพื่อตอบโต้ต่อการที่สหรัฐได้อนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวัน

“เราจะคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายอาวุธ เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของจีน” แถลงการณ์ระบุ

ด้านนายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศจีน กล่าวเตือนสหรัฐในวันนี้ว่า อย่าเล่นกับไฟ ในกรณีที่เกี่ยวกับไต้หวัน

“เราขอเรียกร้องให้สหรัฐตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นของไต้หวัน และอย่าเล่นกับไฟในกรณีของไต้หวัน” นายหวังกล่าว

นายหวังยังระบุว่า จะไม่มีกองกำลังต่างชาติใดสามารถยุติการรวมชาติของจีน และกองกำลังต่างชาติไม่ควรเข้าแทรกแซงในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ นายหวังแสดงความไม่พอใจต่อการที่สหรัฐได้อนุมัติการขายรถถังเอ็ม1เอ2ที อับรามส์ จำนวน 108 คัน พร้อมอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ และจรวดต่อสู้อากาศยานสติงเจอร์ มูลค่า 223.56 ล้านดอลลาร์ ให้กับไต้หวัน

ขณะที่น.ส.ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน เดินทางเยือนนิวยอร์ก สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อจีน ซึ่งการเยือนนิวยอร์กของผู้นำหญิงไต้หวันด้วยการพักค้างคืนที่สหรัฐ 4 คืน โดย 2 คืนแรกอยู่ในนิวยอร์ก ได้มีเหตุวิวาทของกลุ่มผู้สนับสนุนจีนและกลุ่มผู้สนับสนุนไต้หวันบริเวณหน้าโรงแรมที่ผู้นำไต้หวันเข้าพัก ทำให้ตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:36:04 น.
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันศุกร์ (12ก.ค.)ปรับตัวขึ้นเพราะแรงหนุนจากพายุที่เตรียมพัดถล่มอ่าวเม็กซิโก รวมทั้งความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนส.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ปรับตัวขึ้น 1  เซนต์ ปิดที่ราคา 60.21 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวขึ้น 25 เซนต์ ปิดตลาดที่ราคา 66.77 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ บริษัทน้ำมันพากันอพยพคนงานออกจากแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก ก่อนที่พายุโซนร้อนแบร์รี่จะพัดถล่ม

นอกจากนี้ สื่อรายงานว่า อังกฤษกำลังส่งเรือรบลำที่ 2 เข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอิหร่าน หลังจากที่เรือรบอังกฤษได้ยึดเรือน้ำมันอิหร่านนอกชายฝั่งยิบรอลตาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ เรือพิฆาตเอชเอ็มเอส ดันแคนจะเดินทางไปสู่อ่าวเปอร์เซียในอีกไม่กี่วัน เพื่อร่วมภารกิจลาดตระเวนกับเรือฟรีเกทเอชเอ็มเอสมอนทรอส ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอิหร่านตกต่ำลง หลังเกิดเหตุเรือรบของอังกฤษเข้าสกัดเรืออิหร่าน 3 ลำที่ต้องการขวางเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษในช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันศุกร์ (12ก.ค.)ปรับตัวขึ้นเพราะแรงหนุนจากพายุที่เตรียมพัดถล่มอ่าวเม็กซิโก รวมทั้งความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนส.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ ปรับตัวขึ้น 1  เซนต์ ปิดที่ราคา 60.21 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวขึ้น 25 เซนต์ ปิดตลาดที่ราคา 66.77 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ บริษัทน้ำมันพากันอพยพคนงานออกจากแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเม็กซิโก ก่อนที่พายุโซนร้อนแบร์รี่จะพัดถล่ม

นอกจากนี้ สื่อรายงานว่า อังกฤษกำลังส่งเรือรบลำที่ 2 เข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นกับอิหร่าน หลังจากที่เรือรบอังกฤษได้ยึดเรือน้ำมันอิหร่านนอกชายฝั่งยิบรอลตาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ทั้งนี้ เรือพิฆาตเอชเอ็มเอส ดันแคนจะเดินทางไปสู่อ่าวเปอร์เซียในอีกไม่กี่วัน เพื่อร่วมภารกิจลาดตระเวนกับเรือฟรีเกทเอชเอ็มเอสมอนทรอส ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอิหร่านตกต่ำลง หลังเกิดเหตุเรือรบของอังกฤษเข้าสกัดเรืออิหร่าน 3 ลำที่ต้องการขวางเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษในช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
13 กรกฎาคม 2019, 15:36:38 น.
ราคาทองฟิวเจอร์ ปิดตลาดวันศุกร์ (12ก.ค.)ยังคงยืนเหนือระดับ 1,400 ดอลลาร์ จากปัจจัยหนุนการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้

สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้น 0.4%  ปิดที่ราคา 1,412.20 ดอลลาร์/ออนซ์

ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง จะเพิ่มความน่าดึงดูดของทอง ทำให้สัญญาทองมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น โดยดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าใกล้หลุดระดับ 108 เยนในวันนี้ ท่ามกลางแรงขายก่อนช่วงวันหยุดยาวในญี่ปุ่น ขณะที่ถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้

เมื่อเวลา 20.27 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ร่วงลง 0.30% สู่ระดับ 108.16 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.40% สู่ระดับ 121.58 เยน และอ่อนค่า 0.09% สู่ระดับ 1.1242 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.01% สู่ระดับ 97.04

ดอลลาร์ดีดตัวสู่ช่วงกลางของกรอบ 108 เยนในช่วงแรก โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวานนี้ รวมทั้งการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ดอลลาร์อ่อนค่าลงในเวลาต่อมา หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวแถลงการณ์ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา โดยเขายังคงส่งสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ เช่นเดียวกับที่ได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธ

นายพาวเวลกล่าวว่า เฟดจะดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ปัจจัยลบหลายประการ เช่น ความตึงเครียดทางการค้า และความวิตกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก กำลังถ่วงแนวโน้มเศรษฐกิจ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
ราคาทองฟิวเจอร์ ปิดตลาดวันศุกร์ (12ก.ค.)ยังคงยืนเหนือระดับ 1,400 ดอลลาร์ จากปัจจัยหนุนการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้

สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนส.ค. ปรับตัวขึ้น 0.4%  ปิดที่ราคา 1,412.20 ดอลลาร์/ออนซ์

ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง จะเพิ่มความน่าดึงดูดของทอง ทำให้สัญญาทองมีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือครองเงินสกุลอื่น โดยดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าใกล้หลุดระดับ 108 เยนในวันนี้ ท่ามกลางแรงขายก่อนช่วงวันหยุดยาวในญี่ปุ่น ขณะที่ถูกกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้

เมื่อเวลา 20.27 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ร่วงลง 0.30% สู่ระดับ 108.16 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.40% สู่ระดับ 121.58 เยน และอ่อนค่า 0.09% สู่ระดับ 1.1242 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.01% สู่ระดับ 97.04

ดอลลาร์ดีดตัวสู่ช่วงกลางของกรอบ 108 เยนในช่วงแรก โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวานนี้ รวมทั้งการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

อย่างไรก็ดี ดอลลาร์อ่อนค่าลงในเวลาต่อมา หลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวแถลงการณ์ต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา โดยเขายังคงส่งสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ เช่นเดียวกับที่ได้แถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันพุธ

นายพาวเวลกล่าวว่า เฟดจะดำเนินการอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่ปัจจัยลบหลายประการ เช่น ความตึงเครียดทางการค้า และความวิตกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก กำลังถ่วงแนวโน้มเศรษฐกิจ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
15 กรกฎาคม 2019, 08:32:55 น.
เดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล เปิดเผยโดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงว่า แผนการปลดพนักงานของหัวเว่ยครั้งนี้ คาดจะส่งผลต่อการดำเนินงานของ ฟิวเจอร์เว่ย เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ยที่มีพนักงานราว 850 คนอยู่ทั่วประเทศสหรัฐ

พนักงานบริษัทที่เป็นชาวจีนหลายร้อยที่อยู่ในกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้าง จะถูกเสนอทางเลือกให้โอนย้ายกลับไปทำงานกับหัวเว่ยที่ประเทศจีน โดยคำประกาศบอกเลิกจ้างพนักงานของหัวเว่ยจะมีขึ้นเร็วๆนี้

เมื่อสำนักข่าวรอยเตอร์สอบถามเรื่องนี้ไปยังหัวเว่ย กลับได้รับการปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย เป็นผลให้บริษัทฟิวเจอร์เว่ย เทคโนโลยีต้องเผชิญกับข้อกีดกันทางการค้า และจำกัดการดำเนินธุรกิจในสหรัฐหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการออกใบอนุญาตขายสินค้า โดยที่สหรัฐอ้างว่า หัวเว่ยเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ

ที่มา bangkokbiznews
15 กรกฎาคม 2019, 08:32:55 น.
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
เดอะ วอลล์สตรีทเจอร์นัล เปิดเผยโดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงว่า แผนการปลดพนักงานของหัวเว่ยครั้งนี้ คาดจะส่งผลต่อการดำเนินงานของ ฟิวเจอร์เว่ย เทคโนโลยี ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ยที่มีพนักงานราว 850 คนอยู่ทั่วประเทศสหรัฐ

พนักงานบริษัทที่เป็นชาวจีนหลายร้อยที่อยู่ในกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้าง จะถูกเสนอทางเลือกให้โอนย้ายกลับไปทำงานกับหัวเว่ยที่ประเทศจีน โดยคำประกาศบอกเลิกจ้างพนักงานของหัวเว่ยจะมีขึ้นเร็วๆนี้

เมื่อสำนักข่าวรอยเตอร์สอบถามเรื่องนี้ไปยังหัวเว่ย กลับได้รับการปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศขึ้นบัญชีดำหัวเว่ย เป็นผลให้บริษัทฟิวเจอร์เว่ย เทคโนโลยีต้องเผชิญกับข้อกีดกันทางการค้า และจำกัดการดำเนินธุรกิจในสหรัฐหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องการออกใบอนุญาตขายสินค้า โดยที่สหรัฐอ้างว่า หัวเว่ยเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
15 กรกฎาคม 2019, 08:33:45 น.
สหรัฐ สูญเสียตำแหน่งคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนให้ภูมิภาคอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี2562 หลังสงครามการค้าสองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ โดยร่วงลงไปอยู่อันดับ3 และอียูไต่ขึ้นมาเป็นคู่ค้า่อันดับ1 แทน ขณะยอดส่งออกของสหรัฐไปจีนทรุด 30%

เว็บไซต์นิกเคอิ รายงานว่าสหรัฐ กำลังสูญเสียตำแหน่งคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนให้แก่ภูมิภาคอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี2562 หลังจากสงครามการค้าสองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อยาวนานและไม่มีสัญญาณว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยสหรัฐร่วงลงไปอยู่อันดับ3 และอียูไต่ขึ้นมาเป็นคู่ค้า่อันดับ1 แทน ขณะที่ยอดการส่งออกสินค้าของสหรัฐไปจีนทรุดหนักถึง 30% เนื่องจากบรรดาบริษัทจีนมองหาแหล่งสินค้าอื่นแทนสหรัฐ

สำนักงานศุลกากรจีน ระบุว่า ปริมาณการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ปรับตัวลง 14% เหลือแค่ 258.3 พันล้านดอลลาร์ โดยในช่วงที่สหรัฐและจีนยังคงทำสงครามการค้าระหว่างกัน การส่งออกของสหรัฐชะลอตัวลงอย่างมาก และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในเดือนมิ.ย.ลดลง 31.4%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สู่ระดับ 9.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐลดลง 7.8% สู่ระดับ 3.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้จีนมีตัวเลขเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับ 2.99 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ กรมศุลกากรของจีนยังเปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนไปยังตลาดโลกลดลง 1.3% ในเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 2.128 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าลดลง 7.3% สู่ระดับ 1.619 แสนล้านดอลลาร์

“ปัจจัยภายนอกที่เป็นผลพวงจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกของจีน”นายหลี่ กุ้ยเหวิน โฆษกสำนักงานกรมศุลกากรจีน กล่าว

จีน เริ่มมองหาตลาดหลักอื่นๆเข้ามาอุดช่องโหว่ที่เป็นผลพวงของการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ ปริมาณการค้ากับสหภาพยุโรป (อียู)ของจีนแซงหน้าสหรัฐ โดยอียูก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าชั้นนำในปี 2547 เพิ่มขึ้น 5% ปีต่อปีเป็น 337.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ส่วนการค้ากับกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)ขยายตัว 4% เป็น 291.8 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้าสหรัฐ และหากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงดำเนินต่อไป

ขณะที่เวียดนาม ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน มียอดส่งออกสินค้าไปจีนเพิ่มขึ้น 14% ประกอบกับบรรดานักธุรกิจจีนต่างพากันย้ายฐานการผลิตเข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนามเพิ่มขึ้น หรือที่มีฐานการผลิตในเวียดนามอยู่แล้วก็เพิ่มการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนาม

การตอบโต้กันด้วยมาตรการภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐและจีน ก่อผลดีต่อปริมาณการค้าในอาเซียนโดยตรง ยกตัวอย่าง สหรัฐประกาศเก็บภาษีเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากจีนในอัตรา 10% เมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว และเก็บเพิ่มในอัตรา 25% ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์ของจีนที่นำเข้าไปสหรัฐปรับตัวลง 11% ทำให้มูลค่าการนำเข้าช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.เหลือเพียง 3.7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกเฟอร์นิเจอร์จากอาเซียนไปสหรัฐเพิ่มขึ้น30% เป็น 1พันล้านดอลลาร์

“ลูกค้าอเมริกันต้องการสินค้าราคาถูกเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากภาษีที่เก็บสูงขึ้น และขณะนี้มีบริษัทจำนวนมากเริ่มปฏิเสธคำสั่งซื้อจากสหรัฐ”ผู้จัดการบริษัทส่งออกแห่งหนึ่งในมณฑลเหอเป่ยของจีน กล่าว

เช่นเดียวกับ การส่งออกสินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ ที่รัฐบาลวอชิงตันเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% เมื่อปีที่แล้ว ร่วงลง26% ในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.แต่การส่งออกไปอาเซียนกลับเพิ่มขึ้น37% ส่วนผลิตภัณฑ์ของเล่นจากจีนที่แม้ขณะนี้ยังไม่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงจากสหรัฐ แต่ผลิตภัณฑ์ของเล่นจีนที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ส่งออกไปอาเซียนในรอบ 5 เดือนเพิ่มขึ้น 52%

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
สหรัฐ สูญเสียตำแหน่งคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนให้ภูมิภาคอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี2562 หลังสงครามการค้าสองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อ โดยร่วงลงไปอยู่อันดับ3 และอียูไต่ขึ้นมาเป็นคู่ค้า่อันดับ1 แทน ขณะยอดส่งออกของสหรัฐไปจีนทรุด 30%

เว็บไซต์นิกเคอิ รายงานว่าสหรัฐ กำลังสูญเสียตำแหน่งคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนให้แก่ภูมิภาคอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี2562 หลังจากสงครามการค้าสองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกยืดเยื้อยาวนานและไม่มีสัญญาณว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยสหรัฐร่วงลงไปอยู่อันดับ3 และอียูไต่ขึ้นมาเป็นคู่ค้า่อันดับ1 แทน ขณะที่ยอดการส่งออกสินค้าของสหรัฐไปจีนทรุดหนักถึง 30% เนื่องจากบรรดาบริษัทจีนมองหาแหล่งสินค้าอื่นแทนสหรัฐ

สำนักงานศุลกากรจีน ระบุว่า ปริมาณการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ปรับตัวลง 14% เหลือแค่ 258.3 พันล้านดอลลาร์ โดยในช่วงที่สหรัฐและจีนยังคงทำสงครามการค้าระหว่างกัน การส่งออกของสหรัฐชะลอตัวลงอย่างมาก และมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในเดือนมิ.ย.ลดลง 31.4%เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สู่ระดับ 9.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐลดลง 7.8% สู่ระดับ 3.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้จีนมีตัวเลขเกินดุลการค้ากับสหรัฐเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับ 2.99 หมื่นล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ กรมศุลกากรของจีนยังเปิดเผยว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนไปยังตลาดโลกลดลง 1.3% ในเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 2.128 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าลดลง 7.3% สู่ระดับ 1.619 แสนล้านดอลลาร์

“ปัจจัยภายนอกที่เป็นผลพวงจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มส่งผลต่อการนำเข้าและส่งออกของจีน”นายหลี่ กุ้ยเหวิน โฆษกสำนักงานกรมศุลกากรจีน กล่าว

จีน เริ่มมองหาตลาดหลักอื่นๆเข้ามาอุดช่องโหว่ที่เป็นผลพวงของการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ ปริมาณการค้ากับสหภาพยุโรป (อียู)ของจีนแซงหน้าสหรัฐ โดยอียูก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าชั้นนำในปี 2547 เพิ่มขึ้น 5% ปีต่อปีเป็น 337.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ส่วนการค้ากับกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)ขยายตัว 4% เป็น 291.8 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้าสหรัฐ และหากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนยังคงดำเนินต่อไป

ขณะที่เวียดนาม ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน มียอดส่งออกสินค้าไปจีนเพิ่มขึ้น 14% ประกอบกับบรรดานักธุรกิจจีนต่างพากันย้ายฐานการผลิตเข้าไปตั้งฐานการผลิตในเวียดนามเพิ่มขึ้น หรือที่มีฐานการผลิตในเวียดนามอยู่แล้วก็เพิ่มการลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนาม

การตอบโต้กันด้วยมาตรการภาษีศุลกากรระหว่างสหรัฐและจีน ก่อผลดีต่อปริมาณการค้าในอาเซียนโดยตรง ยกตัวอย่าง สหรัฐประกาศเก็บภาษีเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากจีนในอัตรา 10% เมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว และเก็บเพิ่มในอัตรา 25% ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์ของจีนที่นำเข้าไปสหรัฐปรับตัวลง 11% ทำให้มูลค่าการนำเข้าช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.เหลือเพียง 3.7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การส่งออกเฟอร์นิเจอร์จากอาเซียนไปสหรัฐเพิ่มขึ้น30% เป็น 1พันล้านดอลลาร์

“ลูกค้าอเมริกันต้องการสินค้าราคาถูกเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากภาษีที่เก็บสูงขึ้น และขณะนี้มีบริษัทจำนวนมากเริ่มปฏิเสธคำสั่งซื้อจากสหรัฐ”ผู้จัดการบริษัทส่งออกแห่งหนึ่งในมณฑลเหอเป่ยของจีน กล่าว

เช่นเดียวกับ การส่งออกสินค้าประเภทเซมิคอนดักเตอร์ ที่รัฐบาลวอชิงตันเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% เมื่อปีที่แล้ว ร่วงลง26% ในช่วงเดือนม.ค.-พ.ค.แต่การส่งออกไปอาเซียนกลับเพิ่มขึ้น37% ส่วนผลิตภัณฑ์ของเล่นจากจีนที่แม้ขณะนี้ยังไม่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงจากสหรัฐ แต่ผลิตภัณฑ์ของเล่นจีนที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ส่งออกไปอาเซียนในรอบ 5 เดือนเพิ่มขึ้น 52%

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
15 กรกฎาคม 2019, 08:34:20 น.
โครงการปล่อยกู้สกุลเงินท้องถิ่นของเอไอไอบีจะเริ่มดำเนินการในเดือนนี้และเบื้องต้นจะเป็นการปล่อยกู้ในสกุลเงินท้องถิ่นของอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย ตุรกี และรัสเซีย ก่อนจะขยายไปยังสกุลเงินท้องถิ่นประเทศอื่นในอนาคต

นายจิน หลี่กุน ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย(เอไอไอบี) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ให้การสนับสนุนแก่การจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมเสนอปล่อยกู้ในรูปแบบเงินสกุุลท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะช่วยป้องกันบรรดาผู้กู้ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่่ยนเงินตราระหว่างประเทศมากนัก  โดยโครงการนี้จะพุ่งเป้าไปที่บริษัทต่างๆของเอกชนที่ทำโครงการขนาดใหญ่

นายจิน กล่าวว่า การปล่อยกู้รูปแบบนี้เพื่อตอบสนองความจำเป็นของบรรดาประเทศผู้กู้ และดำเนินการด้วยการออกพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น หรือผ่านการสว็อป ซึ่งนายจินประกาศความเคลื่อนไหวนี้ก่อนหน้ามีการประชุมประจำปีของธนาคารที่ลักเซมเบิร์ก ในวันศุกร์ (12ก.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของเอไอไอบีนอกภูมิภาคเอเชีย นับตั้งแต่ธนาคารแห่งนี้เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559

“ที่ผ่านมา ลักเซมเบิร์กทำงานร่วมกับประเทศต่างๆในเอเชียมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่ธนาคารเริ่มก่อตั้ง และลักเซมเบิร์กเป็นประเทศแรกที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับเอไอไอบีในบรรดาประเทศยุโรปทั้งหมด”นายจิน กล่าว

เมื่อปี 2556 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เสนอข้อริเริ่มจัดตั้งธนาคารเอไอไอบี และเพียงเวลาแค่สองปี จีนก็ตั้งสำนักงานใหญ่เอไอไอบีในกรุงปักกิ่ง ขณะนี้เอไอไอบี มีสมาชิกรุ่นก่อตั้ง 57 ชาติ และปัจจุบันมีสมาชิก 70 ประเทศ โดยหลายๆชาติมาจากประเทศนอกภูมิภาคเอเชีย และถึงแม้จะถูกคัดค้านจากสหรัฐ  แต่กลุ่มพันธมิตรของสหรัฐ อย่างเช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ต่างตบเท้าเข้าร่วมก่อตั้งเอไอไอบีเพราะยอมรับในอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างมากของจีน

ธนาคารเอไอไอบีก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปักกิ่งเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ปี2558 มีทุนเบื้องต้น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในการสนับสนุนทางการเงินในโปรเจ็คส์สร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า เอไอไอบีอาจขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับยักษ์ใหญ่ปล่อยกู้โลก อย่างธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่ญี่ปุ่นเป็นแกนนำ และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)ที่สหรัฐเป็นแกนนำ

เอดีบี ประเมินว่า อาเซียน ซึ่งมีสมาชิก 10 ชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องใช้เงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีในการสร้างถนน ทางรถไฟ ไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่นๆ

ความสำเร็จในการก่อตั้งเอไอไอบี ที่แยกจากธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)ถือเป็นชัยชนะทางการทูตของจีน ที่ต่อต้านระเบียบการเงินโลก ที่จีนมองว่าถูกครอบงำโดยสหรัฐ และไม่สะท้อนเสียงของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างเพียงพอ เป็นการท้าทายระบบธรรมมาภิบาลเศรษฐกิจโลกของสหรัฐโดยตรง

สหรัฐมีความกังวลว่า ธนาคารเอไอไอบีจะเป็นเครื่องมือทางนโยบายการต่างประเทศของจีน พร้อมกังวลเรื่องความโปร่งใสและธรรมมาภิบาลของธนาคารแห่งนี้ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้ว่าจีนได้ตอบสนองความกังวลเหล่านี้ของสหรัฐ ด้วยการยืนยันว่า เอไอไอบีจะเปิดกว้างและเท่าเทียมก็ตาม

เอไอไอบี เปิดตัวพันธบัตรในตลาดโลกเมื่อเดือนพฤษภาคม ด้วยมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนายจิน พูดชัดว่าธนาคารกำลังพิจารณาที่จะออกพันธบัตรสกุลเงินเยน หยวน หรือ สกุลเงินยูโร ซึ่งผู้บริหารธนาคารชั้นนำของจีนแห่งนี้ย้ำกว่า ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอเพราะจีนอยู่ในตลาดเปิด

เอไอไอบี มีสมาชิกในปัจจุบัน 70 ประเทศและเตรียมมีสมาชิกเพิ่มอีก 27 ประเทศในอนาคตอันใกล้ และในจำนวนนี้กว่า 68 ประเทศที่มีอายุเก่าแก่กว่าเอดีบี ที่มีสหรัฐและญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และนับจนถึงขณะนี้ เอไอไอบี อนุมัติเงินกู้ไปเพียง 8,000 ล้านดอลลาร์และมีนักวิจารณ์บางคนบอกว่าธนาคารแห่งนี้มีผู้เชี่ยวชาญในทีมไม่กี่คน

นอกจากนี้ หลายโครงการเป็นการร่วมปล่อยกู้ระหว่างธนาคารเอไอไอบี ธนาคารเอดีบี และธนาคารโลก ซึ่งนายจิน ระบุว่า ธนาคารเอไอไอบียินดีมากที่สถาบันการเงินชั้นนำของโลกทั้งสองแห่งเข้ามามีส่วนร่วมในการปล่อยกู้

“ตอนนี้เราอยู่ในช่วงปรับปรุงศักยภาพองค์กร ซึ่งเอไอไอบีจะรับบุคคลากรเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มทีมงานกว่า20% เป็น 280 คนภายในปลายปีนี้” ประธานเอไอไอบี กล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า การปล่อยกู้ร่วมกับบรรดาสถาบันการเงินชั้นนำโลกยังคงเป็นกลยุทธหลักที่ธนาคารจะใช้ต่อไป และปัจจุบันนี้ ธนาคารทำงานอย่างใกล้ชิดกับเอดีบีและทำให้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับนายทาเกฮิโกะ นากาโอะ ประธานเอดีบี แนบแน่นอย่างมาก

แม้ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นสมาชิกธนาคารเอไอไอบี แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็สนับสนุนให้สถาบันต่างๆของญี่ปุ่นร่วมมือกับธนาคารเอไอไอบีอย่างดี ซึ่งในโอกาสนี้ นายจิน เรียกร้องให้รัฐบาลโตเกียวเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของธนาคารเพราะมองว่าหากญี่ปุ่นเข้าร่วม ญี่ปุ่นจะมาพร้อมกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่จำเป็นแก่ธนาคาร

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
โครงการปล่อยกู้สกุลเงินท้องถิ่นของเอไอไอบีจะเริ่มดำเนินการในเดือนนี้และเบื้องต้นจะเป็นการปล่อยกู้ในสกุลเงินท้องถิ่นของอินเดีย อินโดนีเซีย ไทย ตุรกี และรัสเซีย ก่อนจะขยายไปยังสกุลเงินท้องถิ่นประเทศอื่นในอนาคต

นายจิน หลี่กุน ประธานธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย(เอไอไอบี) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ให้การสนับสนุนแก่การจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมเสนอปล่อยกู้ในรูปแบบเงินสกุุลท้องถิ่นในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจะช่วยป้องกันบรรดาผู้กู้ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดอัตราแลกเปลี่่ยนเงินตราระหว่างประเทศมากนัก  โดยโครงการนี้จะพุ่งเป้าไปที่บริษัทต่างๆของเอกชนที่ทำโครงการขนาดใหญ่

นายจิน กล่าวว่า การปล่อยกู้รูปแบบนี้เพื่อตอบสนองความจำเป็นของบรรดาประเทศผู้กู้ และดำเนินการด้วยการออกพันธบัตรสกุลเงินท้องถิ่น หรือผ่านการสว็อป ซึ่งนายจินประกาศความเคลื่อนไหวนี้ก่อนหน้ามีการประชุมประจำปีของธนาคารที่ลักเซมเบิร์ก ในวันศุกร์ (12ก.ค.)ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็นการประชุมครั้งแรกของเอไอไอบีนอกภูมิภาคเอเชีย นับตั้งแต่ธนาคารแห่งนี้เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559

“ที่ผ่านมา ลักเซมเบิร์กทำงานร่วมกับประเทศต่างๆในเอเชียมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงที่ธนาคารเริ่มก่อตั้ง และลักเซมเบิร์กเป็นประเทศแรกที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับเอไอไอบีในบรรดาประเทศยุโรปทั้งหมด”นายจิน กล่าว

เมื่อปี 2556 ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เสนอข้อริเริ่มจัดตั้งธนาคารเอไอไอบี และเพียงเวลาแค่สองปี จีนก็ตั้งสำนักงานใหญ่เอไอไอบีในกรุงปักกิ่ง ขณะนี้เอไอไอบี มีสมาชิกรุ่นก่อตั้ง 57 ชาติ และปัจจุบันมีสมาชิก 70 ประเทศ โดยหลายๆชาติมาจากประเทศนอกภูมิภาคเอเชีย และถึงแม้จะถูกคัดค้านจากสหรัฐ  แต่กลุ่มพันธมิตรของสหรัฐ อย่างเช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ต่างตบเท้าเข้าร่วมก่อตั้งเอไอไอบีเพราะยอมรับในอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างมากของจีน

ธนาคารเอไอไอบีก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปักกิ่งเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ปี2558 มีทุนเบื้องต้น 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในการสนับสนุนทางการเงินในโปรเจ็คส์สร้างถนน ท่าเรือ ทางรถไฟและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า เอไอไอบีอาจขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับยักษ์ใหญ่ปล่อยกู้โลก อย่างธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่ญี่ปุ่นเป็นแกนนำ และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)ที่สหรัฐเป็นแกนนำ

เอดีบี ประเมินว่า อาเซียน ซึ่งมีสมาชิก 10 ชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องใช้เงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีในการสร้างถนน ทางรถไฟ ไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่นๆ

ความสำเร็จในการก่อตั้งเอไอไอบี ที่แยกจากธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)ถือเป็นชัยชนะทางการทูตของจีน ที่ต่อต้านระเบียบการเงินโลก ที่จีนมองว่าถูกครอบงำโดยสหรัฐ และไม่สะท้อนเสียงของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่างเพียงพอ เป็นการท้าทายระบบธรรมมาภิบาลเศรษฐกิจโลกของสหรัฐโดยตรง

สหรัฐมีความกังวลว่า ธนาคารเอไอไอบีจะเป็นเครื่องมือทางนโยบายการต่างประเทศของจีน พร้อมกังวลเรื่องความโปร่งใสและธรรมมาภิบาลของธนาคารแห่งนี้ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและละเมิดสิทธิมนุษยชน แม้ว่าจีนได้ตอบสนองความกังวลเหล่านี้ของสหรัฐ ด้วยการยืนยันว่า เอไอไอบีจะเปิดกว้างและเท่าเทียมก็ตาม

เอไอไอบี เปิดตัวพันธบัตรในตลาดโลกเมื่อเดือนพฤษภาคม ด้วยมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนายจิน พูดชัดว่าธนาคารกำลังพิจารณาที่จะออกพันธบัตรสกุลเงินเยน หยวน หรือ สกุลเงินยูโร ซึ่งผู้บริหารธนาคารชั้นนำของจีนแห่งนี้ย้ำกว่า ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอเพราะจีนอยู่ในตลาดเปิด

เอไอไอบี มีสมาชิกในปัจจุบัน 70 ประเทศและเตรียมมีสมาชิกเพิ่มอีก 27 ประเทศในอนาคตอันใกล้ และในจำนวนนี้กว่า 68 ประเทศที่มีอายุเก่าแก่กว่าเอดีบี ที่มีสหรัฐและญี่ปุ่นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และนับจนถึงขณะนี้ เอไอไอบี อนุมัติเงินกู้ไปเพียง 8,000 ล้านดอลลาร์และมีนักวิจารณ์บางคนบอกว่าธนาคารแห่งนี้มีผู้เชี่ยวชาญในทีมไม่กี่คน

นอกจากนี้ หลายโครงการเป็นการร่วมปล่อยกู้ระหว่างธนาคารเอไอไอบี ธนาคารเอดีบี และธนาคารโลก ซึ่งนายจิน ระบุว่า ธนาคารเอไอไอบียินดีมากที่สถาบันการเงินชั้นนำของโลกทั้งสองแห่งเข้ามามีส่วนร่วมในการปล่อยกู้

“ตอนนี้เราอยู่ในช่วงปรับปรุงศักยภาพองค์กร ซึ่งเอไอไอบีจะรับบุคคลากรเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มทีมงานกว่า20% เป็น 280 คนภายในปลายปีนี้” ประธานเอไอไอบี กล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า การปล่อยกู้ร่วมกับบรรดาสถาบันการเงินชั้นนำโลกยังคงเป็นกลยุทธหลักที่ธนาคารจะใช้ต่อไป และปัจจุบันนี้ ธนาคารทำงานอย่างใกล้ชิดกับเอดีบีและทำให้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับนายทาเกฮิโกะ นากาโอะ ประธานเอดีบี แนบแน่นอย่างมาก

แม้ญี่ปุ่นไม่ได้เป็นสมาชิกธนาคารเอไอไอบี แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็สนับสนุนให้สถาบันต่างๆของญี่ปุ่นร่วมมือกับธนาคารเอไอไอบีอย่างดี ซึ่งในโอกาสนี้ นายจิน เรียกร้องให้รัฐบาลโตเกียวเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของธนาคารเพราะมองว่าหากญี่ปุ่นเข้าร่วม ญี่ปุ่นจะมาพร้อมกับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่จำเป็นแก่ธนาคาร

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
15 กรกฎาคม 2019, 08:35:40 น.
นับตั้งแต่เฟซบุ๊คประกาศแผนจะสร้างเงินเสมือนนาม “ลิบรา” เส้นทางนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ราบรื่น เพราะโดนโจมตีมาตลอดทั้งจากคณะกรรมการกำกับดูแลทั่วโลก รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

งานฟินเทควีค ครั้งล่าสุด  ที่จัดขึ้นกลางกรุงลอนดอน ถือเป็นงานประจำปีที่รวมตัวผู้คนในแวดวงฟินเทค นอกจากพวกเขาจะสนใจเรื่องเบร็กซิทแล้ว ปีนี้หลายคนตั้งตำถามถึงอนาคตของเงินเสมือน

“ใครไม่อยากใช้ลิบรายกมือขึ้น” พิธีกรตั้งคำถามในวงเสวนาที่เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชนราว 100 คน ผู้ฟังราว 2 ใน 3 ยกมือแสดงตัวว่าไม่ไว้ใจสกุลเงินที่เพิ่งตั้งไข่นี้

สำหรับเฮเลน ดิสนีย์ผู้ก่อตั้งและประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร “อันบล็อกอีเวนท์” บริษัทที่ปรึกษาด้านบล็อกเชน เทคโนโลยีเบื้องหลังคริปโตเคอร์เรนซี ก็รู้ดีว่าผู้คนเริ่มตั้งคำถามกันมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ต้องเป็นผู้ดูแลและควบคุมการใช้เงินลิบรา

“ผู้คนกังวลว่า วิธีการกำกับดูแลจะเวิร์กมั้ย ชุมชนคริปโตเคอร์เรซีคิดอะไรเสรีมาก เป็นการให้อำนาจกับประชาชน สร้างประชาธิปไตยทางการเงิน ถอยห่างจากธนาคารและบริษัทใหญ่ที่ควบคุมเศรษฐกิจ”ดิสนีย์ อธิบาย

งานฟินเทควีคจัดขึ้น 1 เดือน หลังจากเฟซบุ๊คประกาศกับโลกว่า มีแผนสร้างสกุลเงินเสมือน “ลิบรา” ที่หลายคนมองว่า จะมาท้าทายแชมป์โลกอย่างบิทคอยน์ คาดกันว่าลิบราจะเปิดตัวช่วงครึ่งแรกของปี 2563

ถ้าเทียบคุณลักษณะกันแล้วบิทคอยน์ไม่รวมศูนย์ ขณะที่ลิบราจะมีหุ้นส่วน 100 บริษัทร่วมจัดการ รวมทั้งคาลิบรา แผนบริการการเงินน้องใหม่ของเฟซบุ๊คการเข้าถึงลิบราผ่านสมาร์ทโฟน ผู้ใช้จะต้องเข้าผ่านกระเป๋าเงินเสมือนที่ชื่อเดียวกันว่า คาลิบรา

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งของลิบราอยู่ที่มีตะกร้าเงินสกุลเงินจริงหนุนหลัง ส่วนบริษัที่อยู่เบื้องหลังลิบรามีทั้งขาใหญ่อย่างวีซ่า มาสเตอร์การ์ด และเพย์พาล แม้แต่บริษัทบริการเรียกรถโดยสารอย่างลิฟต์และอูเบอร์ ก็ลงเรือลำเดียวกันด้วย

แม้เฟซบุ๊คจะโวว่าตนเองมีฐานผู้ใช้มหาศาลทั่วโลก ที่เอื้อให้ลิบราทะยานอย่างรวดเร็ว แต่ข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวก็ทำให้ผู้ใช้ลังเล

“ทนรอไม่ไหวแล้วกับคริปโตเคอร์เรนซีที่ใช้จรรยาบรรณของอูเบอร์ ต่อต้านการเซ็นเซอร์แบบเพย์พาล กระจายอำนาจแบบวีซ่า ทั้งหมดนี้รวมตัวกันภายใต้ความเป็นส่วนตัวที่พิสูจน์แล้วอย่างเฟซบุ๊ค”ซาราห์ เจมี ลูอิสผู้อำนายการองค์การวิจัยไม่หวังผลกำไร “โอเพ่นไพรเวซี่” ให้ความเห็น

นอกจากนี้  ลิบรายังสร้างความกังขาให้กับคณะกรรมการกำกับดูแลการเงินทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

แต่ดิสนีย์เชื่อว่า สุดท้ายแล้วลิบราจะทำให้คณะกรรมการกำกับดูแลกำหนดคู่มือปฏิบัติให้ชัดเจน อย่างที่แวดวงคริปโตเคอร์เรนซีเองก็ต้องการ

“เราคอยมานานแล้วอยากเห็นสัญญาณชัดเจนถึงระเบียบดูแลเงินเสมือนและสินทรัพย์ดิจิทัล”

แต่สำหรับเจมส์ เบนเน็ตประธานบริษัทวิจัยคริปโตเคอร์เรนซี “บิทแอสซิสต์” โต้แย้งว่า ลิบราไม่เหมือนกับบิทคอยน์

“ในระยะยาว ผู้คนจะตระหนักว่าลิบราไม่ใช่เงินเสมือน คริปโตเคอร์เรนซีของจริงควรทนทานต่อการถูกโจมตีจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐชาติหรือบรรษัทข้ามชาติคริปโตก็เป็นเงินชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับถ่ายโอนมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ต ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่อาจหยุดยั้ง ยึด หรือทำลายได้” เบนเน็ตกล่าวในเวทีฟินเทควีค

แม้แต่ทรัมป์ก็โจมตีสกุลเงินเสมือนแรงๆ อยู่หลายครั้งว่าคลุมเครือ ทั้งยังกล่าวหาลิบราว่าไม่แน่นอนพึ่งพาไม่ได้ไม่เหมือนกับดอลลาร์

“ผมไม่ใช่แฟนบิทคอยน์ หรือคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินตรา แถมมูลค่าก็ผันผวนสูงมาก เลื่อนลอยอยู่ในอากาศ”ทรัมป์ทวีตข้อความเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ค.) สะท้อนว่าเส้นทางของลิบราต่อจากนี้คงไม่ราบรื่น

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
นับตั้งแต่เฟซบุ๊คประกาศแผนจะสร้างเงินเสมือนนาม “ลิบรา” เส้นทางนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ราบรื่น เพราะโดนโจมตีมาตลอดทั้งจากคณะกรรมการกำกับดูแลทั่วโลก รวมทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

งานฟินเทควีค ครั้งล่าสุด  ที่จัดขึ้นกลางกรุงลอนดอน ถือเป็นงานประจำปีที่รวมตัวผู้คนในแวดวงฟินเทค นอกจากพวกเขาจะสนใจเรื่องเบร็กซิทแล้ว ปีนี้หลายคนตั้งตำถามถึงอนาคตของเงินเสมือน

“ใครไม่อยากใช้ลิบรายกมือขึ้น” พิธีกรตั้งคำถามในวงเสวนาที่เต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและสื่อมวลชนราว 100 คน ผู้ฟังราว 2 ใน 3 ยกมือแสดงตัวว่าไม่ไว้ใจสกุลเงินที่เพิ่งตั้งไข่นี้

สำหรับเฮเลน ดิสนีย์ผู้ก่อตั้งและประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร “อันบล็อกอีเวนท์” บริษัทที่ปรึกษาด้านบล็อกเชน เทคโนโลยีเบื้องหลังคริปโตเคอร์เรนซี ก็รู้ดีว่าผู้คนเริ่มตั้งคำถามกันมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่ต้องเป็นผู้ดูแลและควบคุมการใช้เงินลิบรา

“ผู้คนกังวลว่า วิธีการกำกับดูแลจะเวิร์กมั้ย ชุมชนคริปโตเคอร์เรซีคิดอะไรเสรีมาก เป็นการให้อำนาจกับประชาชน สร้างประชาธิปไตยทางการเงิน ถอยห่างจากธนาคารและบริษัทใหญ่ที่ควบคุมเศรษฐกิจ”ดิสนีย์ อธิบาย

งานฟินเทควีคจัดขึ้น 1 เดือน หลังจากเฟซบุ๊คประกาศกับโลกว่า มีแผนสร้างสกุลเงินเสมือน “ลิบรา” ที่หลายคนมองว่า จะมาท้าทายแชมป์โลกอย่างบิทคอยน์ คาดกันว่าลิบราจะเปิดตัวช่วงครึ่งแรกของปี 2563

ถ้าเทียบคุณลักษณะกันแล้วบิทคอยน์ไม่รวมศูนย์ ขณะที่ลิบราจะมีหุ้นส่วน 100 บริษัทร่วมจัดการ รวมทั้งคาลิบรา แผนบริการการเงินน้องใหม่ของเฟซบุ๊คการเข้าถึงลิบราผ่านสมาร์ทโฟน ผู้ใช้จะต้องเข้าผ่านกระเป๋าเงินเสมือนที่ชื่อเดียวกันว่า คาลิบรา

ความโดดเด่นอีกประการหนึ่งของลิบราอยู่ที่มีตะกร้าเงินสกุลเงินจริงหนุนหลัง ส่วนบริษัที่อยู่เบื้องหลังลิบรามีทั้งขาใหญ่อย่างวีซ่า มาสเตอร์การ์ด และเพย์พาล แม้แต่บริษัทบริการเรียกรถโดยสารอย่างลิฟต์และอูเบอร์ ก็ลงเรือลำเดียวกันด้วย

แม้เฟซบุ๊คจะโวว่าตนเองมีฐานผู้ใช้มหาศาลทั่วโลก ที่เอื้อให้ลิบราทะยานอย่างรวดเร็ว แต่ข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวก็ทำให้ผู้ใช้ลังเล

“ทนรอไม่ไหวแล้วกับคริปโตเคอร์เรนซีที่ใช้จรรยาบรรณของอูเบอร์ ต่อต้านการเซ็นเซอร์แบบเพย์พาล กระจายอำนาจแบบวีซ่า ทั้งหมดนี้รวมตัวกันภายใต้ความเป็นส่วนตัวที่พิสูจน์แล้วอย่างเฟซบุ๊ค”ซาราห์ เจมี ลูอิสผู้อำนายการองค์การวิจัยไม่หวังผลกำไร “โอเพ่นไพรเวซี่” ให้ความเห็น

นอกจากนี้  ลิบรายังสร้างความกังขาให้กับคณะกรรมการกำกับดูแลการเงินทั่วโลก รวมถึงธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

แต่ดิสนีย์เชื่อว่า สุดท้ายแล้วลิบราจะทำให้คณะกรรมการกำกับดูแลกำหนดคู่มือปฏิบัติให้ชัดเจน อย่างที่แวดวงคริปโตเคอร์เรนซีเองก็ต้องการ

“เราคอยมานานแล้วอยากเห็นสัญญาณชัดเจนถึงระเบียบดูแลเงินเสมือนและสินทรัพย์ดิจิทัล”

แต่สำหรับเจมส์ เบนเน็ตประธานบริษัทวิจัยคริปโตเคอร์เรนซี “บิทแอสซิสต์” โต้แย้งว่า ลิบราไม่เหมือนกับบิทคอยน์

“ในระยะยาว ผู้คนจะตระหนักว่าลิบราไม่ใช่เงินเสมือน คริปโตเคอร์เรนซีของจริงควรทนทานต่อการถูกโจมตีจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นรัฐชาติหรือบรรษัทข้ามชาติคริปโตก็เป็นเงินชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับถ่ายโอนมูลค่าผ่านอินเทอร์เน็ต ที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่อาจหยุดยั้ง ยึด หรือทำลายได้” เบนเน็ตกล่าวในเวทีฟินเทควีค

แม้แต่ทรัมป์ก็โจมตีสกุลเงินเสมือนแรงๆ อยู่หลายครั้งว่าคลุมเครือ ทั้งยังกล่าวหาลิบราว่าไม่แน่นอนพึ่งพาไม่ได้ไม่เหมือนกับดอลลาร์

“ผมไม่ใช่แฟนบิทคอยน์ หรือคริปโตเคอร์เรนซีอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินตรา แถมมูลค่าก็ผันผวนสูงมาก เลื่อนลอยอยู่ในอากาศ”ทรัมป์ทวีตข้อความเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ค.) สะท้อนว่าเส้นทางของลิบราต่อจากนี้คงไม่ราบรื่น

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
15 กรกฎาคม 2019, 08:36:27 น.
ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีในปีนี้ที่ระดับ 6.0-6.5%

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนประจำไตรมาส 2 ในวันจันทร์หน้า (15ก.ค.)ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 27 ปีในไตรมาสดังกล่าว โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน  รายงานก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัว 6.4% ในไตรมาสแรก โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% และเท่ากับการขยายตัวในไตรมาส 4/2561 ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ระดับ 6.4% ในไตรมาสแรก ถือว่าสูงที่สุดในโลก หลังจากที่อินเดียครองอันดับหนึ่งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ กระทรวงสถิติแห่งชาติอินเดียเปิดเผยตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 5.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% หลังจากขยายตัว 6.6% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว

การชะลอตัวของเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้อินเดียเสียตำแหน่งประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในโลกในไตรมาสแรกให้แก่จีน เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี

นักวิเคราะห์เตือนว่า เศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัวต่อไปในไตรมาส 2 ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ ขณะที่รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของจีดีพีในปีนี้ที่ระดับ 6.0-6.5%

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนประจำไตรมาส 2 ในวันจันทร์หน้า (15ก.ค.)ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 27 ปีในไตรมาสดังกล่าว โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามการค้ากับสหรัฐ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน  รายงานก่อนหน้านี้ว่า เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัว 6.4% ในไตรมาสแรก โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% และเท่ากับการขยายตัวในไตรมาส 4/2561 ซึ่งการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ระดับ 6.4% ในไตรมาสแรก ถือว่าสูงที่สุดในโลก หลังจากที่อินเดียครองอันดับหนึ่งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ กระทรวงสถิติแห่งชาติอินเดียเปิดเผยตัวเลขจีดีพีขยายตัวเพียง 5.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 17 ไตรมาส และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.3% หลังจากขยายตัว 6.6% ในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว

การชะลอตัวของเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้อินเดียเสียตำแหน่งประเทศที่มีการเติบโตสูงที่สุดในโลกในไตรมาสแรกให้แก่จีน เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี

นักวิเคราะห์เตือนว่า เศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัวต่อไปในไตรมาส 2 ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
15 กรกฎาคม 2019, 08:42:19 น.
ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ระบุในแถลงการณ์ว่า ระบบการเงินของสหราชอาณาจักร (UK) มีความยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจากการที่อังกฤษจะต้องถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แบบไร้ข้อตกลง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บันทึกและรายงานด้านเสถียรภาพการเงินของ BOE บ่งชี้ว่า ระบบธนาคารของ UK ยังคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบด้านการเงินและเศรษฐกิจในวงกว้างซึ่งอาจเกิดจาก Brexit

รายงานระบุว่า "แนวโน้มของ Brexit แบบไร้ข้อตกลง เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีนี้"
รายงานระบุด้วยว่า การลงทุนของต่างชาติใน UK ได้อ่อนแอลงอย่างมากในไตรมาสแรกของปี 2562 เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยเสริมว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ Brexit ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลง และราคาหุ้นของบริษัทที่เน้นทำธุรกิจใน UK ปรับตัวลง

BOE ระบุว่า "แม้ยังคงมีสัญญาณของความต้องการที่จะเสี่ยงอย่างมากจากเจ้าหนี้และผู้ปล่อยกู้ แต่สินเชื่อภาคเอกชน UK นอกภาคการเงินทั้งหมดนั้น ไม่ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และภาระในการชำระคืนหนี้ ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ"

"ความเสี่ยงส่วนใหญ่ที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินจากภาวะชะงักงันของบริการการเงินระหว่างประเทศในกรณีที่เกิด Brexit แบบไร้ข้อตกลงนั้น ได้ลดน้อยลง" BOE ระบุ

BOE เปิดเผยว่า ระบบธนาคารของ UK ยังคงสามารถรับมือกับความเสี่ยงทั่วโลก แม้ความเสี่ยงเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นในระหว่างช่วงครึ่งแรกของปีนี้
"แม้ว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดจากมาตรการปกป้องการค้าจะส่งผลกระทบมายัง UK ในช่วงเวลาเดียวกันกับการเกิด Brexit แบบไร้ข้อตกลงซึ่งเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดนั้น ระบบหลักของธนาคารของ UK ก็จะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะดูดซับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มากกว่าจะขยายผลกระทบนั้น" BOE ระบุ

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq27/3014355
tuinui Hero Member กระทู้: 1928
ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ระบุในแถลงการณ์ว่า ระบบการเงินของสหราชอาณาจักร (UK) มีความยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดจากการที่อังกฤษจะต้องถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) แบบไร้ข้อตกลง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า บันทึกและรายงานด้านเสถียรภาพการเงินของ BOE บ่งชี้ว่า ระบบธนาคารของ UK ยังคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบด้านการเงินและเศรษฐกิจในวงกว้างซึ่งอาจเกิดจาก Brexit

รายงานระบุว่า "แนวโน้มของ Brexit แบบไร้ข้อตกลง เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีนี้"
รายงานระบุด้วยว่า การลงทุนของต่างชาติใน UK ได้อ่อนแอลงอย่างมากในไตรมาสแรกของปี 2562 เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา โดยเสริมว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ Brexit ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลง และราคาหุ้นของบริษัทที่เน้นทำธุรกิจใน UK ปรับตัวลง

BOE ระบุว่า "แม้ยังคงมีสัญญาณของความต้องการที่จะเสี่ยงอย่างมากจากเจ้าหนี้และผู้ปล่อยกู้ แต่สินเชื่อภาคเอกชน UK นอกภาคการเงินทั้งหมดนั้น ไม่ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และภาระในการชำระคืนหนี้ ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ"

"ความเสี่ยงส่วนใหญ่ที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินจากภาวะชะงักงันของบริการการเงินระหว่างประเทศในกรณีที่เกิด Brexit แบบไร้ข้อตกลงนั้น ได้ลดน้อยลง" BOE ระบุ

BOE เปิดเผยว่า ระบบธนาคารของ UK ยังคงสามารถรับมือกับความเสี่ยงทั่วโลก แม้ความเสี่ยงเหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นในระหว่างช่วงครึ่งแรกของปีนี้
"แม้ว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกที่เกิดจากมาตรการปกป้องการค้าจะส่งผลกระทบมายัง UK ในช่วงเวลาเดียวกันกับการเกิด Brexit แบบไร้ข้อตกลงซึ่งเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดนั้น ระบบหลักของธนาคารของ UK ก็จะแข็งแกร่งเพียงพอที่จะดูดซับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น มากกว่าจะขยายผลกระทบนั้น" BOE ระบุ

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq27/3014355
1 2

Navigation



Who is online
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูบอร์ดนี้
FBS
FBS