busforex

เข้าสู่ระบบ



คงสถานะการเข้าระบบไว้ตลอด
banner
banner
busforex
busforex
พูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป

Bitcoin คืออะไร

ตอบ2 อ่าน23
tuinui
09 พฤษภาคม 2019, 14:59:57 น.
Bitcoin คือสกุลเงินดิจิตัล (Digital Currency) สกุลหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นมาบนรากฐานของความคิดทางการเงินแบบใหม่ บิทคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิตัล (Digital Asset) ที่จับต้องไม่ได้และไม่สามารถพิมพ์ออกมาได้เหมือนธนบัตรทั่วไป โดยบิทคอยน์ถูกรองรับการทำธุรกรรมโดยระบบ Blockchain

Blockchain คือระบบการทำธุรกรรมแบบ Decentralization หรือกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง

โดยปรกติ หากเราต้องการโอนเงินจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เราต้องทำการโอนเงินผ่านระบบธนาคาร โดยธนาคารมีหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม แบบนี้เรียกว่า Centralization หรือรวมอำนาจไว้ที่ธนาคาร แต่ระบบ Blockchain จะใช้การกระจายอำนาจ แต่สร้างความน่าเชื่อถือโดยการใช้คนจำนวนมากช่วยกันยืนยันธุรกรรม กล่าวคือ ทุกคนในระบบจะรู้ข้อมูลซึ่งกันและกันหมดว่ากระเป๋าแต่ละใบมีเงินอยู่เท่าไหร่ (เพียงแต่ไม่ทราบเจ้าของ เพราะรู้เป็นรหัสไม่ใช่ชื่อจริง) เมื่อเราตัดสินใจจะโอนเงิน ระบบจะให้คอมพิวเตอร์ของคนจำนวนมากช่วยกันตรวจสอบว่าเรามีเงินจะโอนจริงไหม ถ้าทำได้ ระบบจะยินยอมให้ธุรกรรมเกิดขึ้น และบันทึกข้อมูลใหม่ว่าเรามีเงินลดลง แต่ปลายทางมีเงินมากขึ้น โดยข้อมูลการทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะถูกบรรจุไว้ใน Block เมื่อมีการทำธุรกรรมใหม่ก็จะมีการสร้าง Block ใหม่เชื่อมต่อไปจาก Block เดิม ทำให้มีลักษณะเป็นสายลูกโซ่ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จนเป็นที่มาของชื่อ Blockchain

Bitcoin เกิดขึ้นมาจากความไม่เชื่อถือในระบบการเงินแบบดั้งเดิม
 
เนื่องจากหลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ประเทศสหรัฐกำลังตกอยู่ในวิกฤตอย่างหนักเนื่องจากมีการปล่อยกู้สินทรัพย์คุณภาพต่ำจำนวนมากจนเกิดฟองสบู่แตกและเกิดหนี้เสียเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการนำหนี้เหล่านั้นแปลงสภาพออกมาขายแก่นักลงทุนสถาบันและธนาคารต่างๆ เมื่อปัญหาระเบิดขึ้น ธนาคารทั่วโลกก็เกิดอาการระส่ำระสาย วิกฤตครั้งนี้หนักมากจนถึงขั้นว่าอาจจะเป็นจุดจบของโลกทุนนิยม แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้เพราะการทำ Quantitative Easing หรือนโยบายการผ่อนคลายทางการเงิน โดยสหรัฐตัดสินใจพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมาเพิ่มในระบบเพื่อพยุงระบบการเงินโลกไว้ เงินที่ควรจะเป็นของที่มีอยู่จำกัดจึงกลายเป็นของที่ไม่จำกัด เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงๆ ก็พิมพ์เงินออกใช้กันเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือเครือยุโรป จน Satoshi Nakamoto ผู้ก่อตั้งบิทคอยน์เห็นถึงความผิดปรกติของระบบการเงินนี้จึงสร้างระบบสกุลเงินดิจิตัลขึ้นมา เพราะต้องการสกุลเงินที่ถูกจำกัดไว้ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ และไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลใดในโลกนี้

เราทุกคนสามารถเปิดกระเป๋าบิทคอยน์ของตัวเองได้

หลักฐานที่ต้องใช้แค่ e-mail เท่านั้น หลังจากเปิดกระเป๋าแล้วเราจะได้รับรหัส 2 ตัว คือ public key กับ private key โดย public key คือรหัสที่ใช้สำหรับรับโอนเงินเข้า รหัสนี้จะแจ้งต่อสาธารณะ ทุกคนในระบบจะตรวจสอบจำนวนเงินในกระเป๋าเงินแต่ละใบได้เพื่อยืนยันธุรกรรม ส่วน private key คือรหัสลับที่ใช้สำหรับโอนเงินออกจากกระเป๋า ซึ่งจะมีแต่เจ้าของกระเป๋าเท่านั้นที่รู้ นอกจากนี้ ธุรกรรมที่บรรจุอยู่ในแต่ละ Block จะมีรหัสประจำ Block เรียกว่า hash โดย hash จะถูกสร้างมาจากข้อมูลธุรกรรมภายใน Block และส่งต่อข้อมูล hash ไปเชื่อมกับ Block ต่อไป ดังนั้น เมื่อมีการพยายามปลอมแปลงธุรกรรม ระบบจะตรวจพบว่า hash ที่แจ้งนั้นผิด และถูกยกเลิกธุรกรรมไป ระบบของ Blockchain จึงไม่จำเป็นต้องใช้คนกลางเนื่องจากใช้ระบบที่ซับซ้อน และคอมพิวเตอร์จำนวนมากช่วยกันยืนยันความโปร่งใส

จำนวนบิทคอยน์รวมถูกกำหนดไว้ถาวรที่ 21,000,000 BTC (ชื่อเรียกหน่วยของบิทคอยน์)

โดยวิธีการได้มาของบิทคอยน์มี 2 แบบ คือการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีบิทคอยน์อยู่แล้ว หรือการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวช่วยยืนยันธุรกรรมในระบบ อย่างที่เล่าว่าการโอนบิทคอยน์จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากในการยืนยันความโปร่งใส Satoshi Nakamoto จึงสร้างระบบจูงใจให้คนเข้ามาช่วยยืนยันธุรกรรม โดยผู้ที่สามารถยืนยันธุรกรรมได้เร็วที่สุดจะได้รับรางวัลเป็น Bitcoin 50 BTC ต่อ 1 Block และรางวัลดังกล่าวจะลดลงครึ่งหนึ่งทุก 210,000 Block โดยปัจจุบัน รางวัลดังกล่าวลดลงอยู่เหลือที่ 12.5 ต่อ Block และคาดว่าจะลดลงเหลือ 6.25 ต่อ Block ในเวลาประมาณอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเราสามารถติดตามการนับถอยหลังสู่อัตราใหม่ได้ที่เว็บไซต์ bitcoinblockhalf ซึ่งระบบการยืนยันธุรกรรมให้ได้มาซึ่งบิทคอยน์นี้มีชื่อเล่นว่าการขุดเหมืองบิทคอยน์หรือ Bitcoin Mining ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนั่นเอง

บิทคอยน์กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปลายปี 2016 ที่มีราคาอยู่ที่ 968.23 เหรียญสหรัฐต่อ BTC ผ่านไป 1 ปี บิทคอยน์ได้ขึ้นไปทำจุดสูงสุดถึง 19,343.04 เหรียญสหรัฐต่อ BTC (เทียบจากราคาปิด) หรือเทียบเท่ากับผลตอบแทน 1,897.77% โดยถือเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงมากหากเทียบกับกลุ่มสินทรัพย์อื่น ยกตัวอย่างเช่นดัชนีดาวน์โจนส์ของสหรัฐอเมริกาปีนี้ให้ผลตอบแทน 25.0% ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทน 19.3% หรือแม้กระทั่งตลาดหุ้นไทยซึ่งถือว่าปีนี้ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง แต่ก็อยู่ที่ระดับ 13.7% เท่านั้น

บิทคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนจำนวนมากให้ความเห็นต่างกันเป็นอย่างมากบางคนเห็นด้วยและคิดว่า บิทคอยน์คือสกุลเงินแห่งอนาคต ในขณะที่บางคนไม่เห็นด้วยและคิดว่า บิทคอยน์คือฟองสบู่ แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

โดยส่วนตัว บิทคอยน์จะยังถูกใช้กันต่อเนื่องไปในอนาคตด้วยฐานะสกุลเงินดิจิตัลหนึ่งไปอีกนาน แต่จะด้วยราคาซื้อขายที่เท่าไหร่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ตลาดจะพิจารณา

ที่มา investerest.co
แชร์กระทู้นี้
09 พฤษภาคม 2019, 14:59:57 น.
tuinui Hero Member กระทู้: 1502
Bitcoin คือสกุลเงินดิจิตัล (Digital Currency) สกุลหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นมาบนรากฐานของความคิดทางการเงินแบบใหม่ บิทคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ดิจิตัล (Digital Asset) ที่จับต้องไม่ได้และไม่สามารถพิมพ์ออกมาได้เหมือนธนบัตรทั่วไป โดยบิทคอยน์ถูกรองรับการทำธุรกรรมโดยระบบ Blockchain

Blockchain คือระบบการทำธุรกรรมแบบ Decentralization หรือกระจายอำนาจจากศูนย์กลาง

โดยปรกติ หากเราต้องการโอนเงินจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เราต้องทำการโอนเงินผ่านระบบธนาคาร โดยธนาคารมีหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม แบบนี้เรียกว่า Centralization หรือรวมอำนาจไว้ที่ธนาคาร แต่ระบบ Blockchain จะใช้การกระจายอำนาจ แต่สร้างความน่าเชื่อถือโดยการใช้คนจำนวนมากช่วยกันยืนยันธุรกรรม กล่าวคือ ทุกคนในระบบจะรู้ข้อมูลซึ่งกันและกันหมดว่ากระเป๋าแต่ละใบมีเงินอยู่เท่าไหร่ (เพียงแต่ไม่ทราบเจ้าของ เพราะรู้เป็นรหัสไม่ใช่ชื่อจริง) เมื่อเราตัดสินใจจะโอนเงิน ระบบจะให้คอมพิวเตอร์ของคนจำนวนมากช่วยกันตรวจสอบว่าเรามีเงินจะโอนจริงไหม ถ้าทำได้ ระบบจะยินยอมให้ธุรกรรมเกิดขึ้น และบันทึกข้อมูลใหม่ว่าเรามีเงินลดลง แต่ปลายทางมีเงินมากขึ้น โดยข้อมูลการทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะถูกบรรจุไว้ใน Block เมื่อมีการทำธุรกรรมใหม่ก็จะมีการสร้าง Block ใหม่เชื่อมต่อไปจาก Block เดิม ทำให้มีลักษณะเป็นสายลูกโซ่ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จนเป็นที่มาของชื่อ Blockchain

Bitcoin เกิดขึ้นมาจากความไม่เชื่อถือในระบบการเงินแบบดั้งเดิม
 
เนื่องจากหลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 ประเทศสหรัฐกำลังตกอยู่ในวิกฤตอย่างหนักเนื่องจากมีการปล่อยกู้สินทรัพย์คุณภาพต่ำจำนวนมากจนเกิดฟองสบู่แตกและเกิดหนี้เสียเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการนำหนี้เหล่านั้นแปลงสภาพออกมาขายแก่นักลงทุนสถาบันและธนาคารต่างๆ เมื่อปัญหาระเบิดขึ้น ธนาคารทั่วโลกก็เกิดอาการระส่ำระสาย วิกฤตครั้งนี้หนักมากจนถึงขั้นว่าอาจจะเป็นจุดจบของโลกทุนนิยม แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้เพราะการทำ Quantitative Easing หรือนโยบายการผ่อนคลายทางการเงิน โดยสหรัฐตัดสินใจพิมพ์เงินดอลล่าร์ออกมาเพิ่มในระบบเพื่อพยุงระบบการเงินโลกไว้ เงินที่ควรจะเป็นของที่มีอยู่จำกัดจึงกลายเป็นของที่ไม่จำกัด เพราะหลังจากนั้นเป็นต้นมา ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงๆ ก็พิมพ์เงินออกใช้กันเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือเครือยุโรป จน Satoshi Nakamoto ผู้ก่อตั้งบิทคอยน์เห็นถึงความผิดปรกติของระบบการเงินนี้จึงสร้างระบบสกุลเงินดิจิตัลขึ้นมา เพราะต้องการสกุลเงินที่ถูกจำกัดไว้ไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ และไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลใดในโลกนี้

เราทุกคนสามารถเปิดกระเป๋าบิทคอยน์ของตัวเองได้

หลักฐานที่ต้องใช้แค่ e-mail เท่านั้น หลังจากเปิดกระเป๋าแล้วเราจะได้รับรหัส 2 ตัว คือ public key กับ private key โดย public key คือรหัสที่ใช้สำหรับรับโอนเงินเข้า รหัสนี้จะแจ้งต่อสาธารณะ ทุกคนในระบบจะตรวจสอบจำนวนเงินในกระเป๋าเงินแต่ละใบได้เพื่อยืนยันธุรกรรม ส่วน private key คือรหัสลับที่ใช้สำหรับโอนเงินออกจากกระเป๋า ซึ่งจะมีแต่เจ้าของกระเป๋าเท่านั้นที่รู้ นอกจากนี้ ธุรกรรมที่บรรจุอยู่ในแต่ละ Block จะมีรหัสประจำ Block เรียกว่า hash โดย hash จะถูกสร้างมาจากข้อมูลธุรกรรมภายใน Block และส่งต่อข้อมูล hash ไปเชื่อมกับ Block ต่อไป ดังนั้น เมื่อมีการพยายามปลอมแปลงธุรกรรม ระบบจะตรวจพบว่า hash ที่แจ้งนั้นผิด และถูกยกเลิกธุรกรรมไป ระบบของ Blockchain จึงไม่จำเป็นต้องใช้คนกลางเนื่องจากใช้ระบบที่ซับซ้อน และคอมพิวเตอร์จำนวนมากช่วยกันยืนยันความโปร่งใส

จำนวนบิทคอยน์รวมถูกกำหนดไว้ถาวรที่ 21,000,000 BTC (ชื่อเรียกหน่วยของบิทคอยน์)

โดยวิธีการได้มาของบิทคอยน์มี 2 แบบ คือการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับผู้ที่มีบิทคอยน์อยู่แล้ว หรือการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัวช่วยยืนยันธุรกรรมในระบบ อย่างที่เล่าว่าการโอนบิทคอยน์จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากในการยืนยันความโปร่งใส Satoshi Nakamoto จึงสร้างระบบจูงใจให้คนเข้ามาช่วยยืนยันธุรกรรม โดยผู้ที่สามารถยืนยันธุรกรรมได้เร็วที่สุดจะได้รับรางวัลเป็น Bitcoin 50 BTC ต่อ 1 Block และรางวัลดังกล่าวจะลดลงครึ่งหนึ่งทุก 210,000 Block โดยปัจจุบัน รางวัลดังกล่าวลดลงอยู่เหลือที่ 12.5 ต่อ Block และคาดว่าจะลดลงเหลือ 6.25 ต่อ Block ในเวลาประมาณอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเราสามารถติดตามการนับถอยหลังสู่อัตราใหม่ได้ที่เว็บไซต์ bitcoinblockhalf ซึ่งระบบการยืนยันธุรกรรมให้ได้มาซึ่งบิทคอยน์นี้มีชื่อเล่นว่าการขุดเหมืองบิทคอยน์หรือ Bitcoin Mining ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันนั่นเอง

บิทคอยน์กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากปลายปี 2016 ที่มีราคาอยู่ที่ 968.23 เหรียญสหรัฐต่อ BTC ผ่านไป 1 ปี บิทคอยน์ได้ขึ้นไปทำจุดสูงสุดถึง 19,343.04 เหรียญสหรัฐต่อ BTC (เทียบจากราคาปิด) หรือเทียบเท่ากับผลตอบแทน 1,897.77% โดยถือเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงมากหากเทียบกับกลุ่มสินทรัพย์อื่น ยกตัวอย่างเช่นดัชนีดาวน์โจนส์ของสหรัฐอเมริกาปีนี้ให้ผลตอบแทน 25.0% ดัชนี S&P500 ให้ผลตอบแทน 19.3% หรือแม้กระทั่งตลาดหุ้นไทยซึ่งถือว่าปีนี้ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง แต่ก็อยู่ที่ระดับ 13.7% เท่านั้น

บิทคอยน์ถือเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนจำนวนมากให้ความเห็นต่างกันเป็นอย่างมากบางคนเห็นด้วยและคิดว่า บิทคอยน์คือสกุลเงินแห่งอนาคต ในขณะที่บางคนไม่เห็นด้วยและคิดว่า บิทคอยน์คือฟองสบู่ แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

โดยส่วนตัว บิทคอยน์จะยังถูกใช้กันต่อเนื่องไปในอนาคตด้วยฐานะสกุลเงินดิจิตัลหนึ่งไปอีกนาน แต่จะด้วยราคาซื้อขายที่เท่าไหร่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ตลาดจะพิจารณา

ที่มา investerest.co
แชร์กระทู้นี้
dukdik
09 พฤษภาคม 2019, 17:04:12 น.
ขอบคุณครับ
09 พฤษภาคม 2019, 17:04:12 น.
ตอบกลับ #1Re: Bitcoin คืออะไร
dukdik Hero Member กระทู้: 1622
ขอบคุณครับ
tay
09 พฤษภาคม 2019, 19:54:48 น.
ช่วงนี้ ยังไม่อยากเสี่ยงดีกว่ากับ Bitcoin
09 พฤษภาคม 2019, 19:54:48 น.
ตอบกลับ #2Re: Bitcoin คืออะไร
tay Hero Member กระทู้: 653
ช่วงนี้ ยังไม่อยากเสี่ยงดีกว่ากับ Bitcoin
1

Navigation



Who is online
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูบอร์ดนี้
FBS
FBS