busforex

เข้าสู่ระบบ



คงสถานะการเข้าระบบไว้ตลอด
banner
banner
busforex
busforex
ข่าว Forex ข่าวเศรษฐกิจโลก

'อิหร่าน'เตรียมรับสงคราม ขณะ'ทีม(คนใช้ชื่อย่อ)บี'ของทรัมป์ประโคมกลองศึก

ตอบ0 อ่าน6
RabbitFX
16 พฤษภาคม 2019, 10:00:42 น.
อิหร่านประกาศงดทำตามข้อกำหนดต่างๆ ของข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยยืนยันว่านี่ไม่ใช่การละเมิด หากแต่เป็นการทำตามเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้ในดีลฉบับนี้ ขณะเดียวกันก็ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปพูดคุยกับรัสเซีย

ถ้าหากในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศสามารถที่จะมีการเล่นเกม “รัสเซียน รูเล็ตต์” (Russian roulette) ที่เอากันถึงตายเดิมพันด้วยชีวิตแล้ว ก็นี่แหละคือเกมที่ว่า –สิ่งที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา วันครบรอบขวบปีแรกของการที่สหรัฐฯถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านซึ่งลงนามกันในเดือนกรกฎาคม 2015

อิหร่านวางตัวแสดงออกซึ่ง “ความอดทนอดกลั้นทางยุทธศาสตร์” มาเป็นเวลา 1 ปีเต็มแล้ว อย่างที่ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ชี้ให้เห็น เพื่อให้เป็นไปตามคำขอร้องจากอีก 5 ประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ที่ยังคงเหลืออยู่ อันได้แก่ อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, รัสเซีย, และจีน แล้วช่วงเวลาดังกล่าวถึงตอนนี้ก็เป็นอันหมดสิ้นไปแล้ว

ไม่เพียงแค่ 5 มหาอำนาจเหล่านี้ประสบความล้มเหลวในการโน้มน้าวชักจูงให้คณะบริหารทรัมป์เปลี่ยนใจถอยกลับจากการตัดสินใจเมื่อ 1 ปีก่อนเท่านั้น วอชิงตันยังกลับเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางแห่งสงคราม ด้วยการใช้มาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรอิหร่าน และการส่งหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีอันน่าเกรงขามเข้ามายังอ่าวเปอร์เซียอีกด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง 5 บิ๊กมหาอำนาจเหล่านี้ไม่สามารถให้หลักประกันได้ว่า อิหร่านจะได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนี้ตามที่ได้คาดการณ์กันไว้ภายใต้ดีลฉบับนี้ ทั้งๆ ที่เตหะรานปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดต่างๆ ของข้อตกลงนี้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทบวงพลังปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) ให้การยืนยันรับรองครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงรัสเซียกับจีนเท่านั้นที่ดำเนินการตามสัญญาต่างๆ ซึ่งไว้ให้แก่อิหร่านในฐานะชาติที่ร่วมลงนาม ขณะที่คำมั่นทั้งหลายของมหาอำนาจยุโรปทั้งสามเป็นเพียงลมปากเท่านั้น

ท่ามกลางฉากหลังอันชวนหดหู่หม่นหมองเช่นนี้ ประธานาธิบดีรูฮานีออกมาประกาศในวันพุธ (8 พ.ค.) ว่า ถ้าชาติร่วมลงนามที่ยังเหลืออยู่ ยังคงล้มเหลวไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญิงสัญญาที่ได้ให้ไว้แก่อิหร่านตามที่ระบุเอาไว้ในดีลฉบับนี้ภายในระยะเวลา 60 วันต่อจากนี้ไป เตหะรานก็จะยุติการปฏิบัติตามพันธะทางนิวเคลียร์ของตนโดยแบ่งออกเป็นระยะๆ ต่อเนื่องกัน เริ่มแรกทีเดียวอิหร่านจะยุติการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้จำกัดเพดานปริมาณสูงสุดของยูเรเนียมผ่านการเสริมสมรรถนะแล้ว (enriched uranium) ที่สามารถจะมีในครอบครองได้ ตลอดจนปริมาณสูงสุดของน้ำมวลหนัก (heavy water) สำรอง ที่ได้รับอนุญาตให้เก็บเอาไว้ได้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13980218000363)

หลังจาก 60 วันแล้ว ถ้าความลำบากเดือดร้อนของอิหร่านยังคงไม่ได้รับการแก้ไขคลี่คลายแล้ว เตหะรานก็จะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าอิหร่านจะทำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้มีความเข้มข้นเกินระดับ 3.6% ไม่ได้ รวมทั้งยังจะเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใช้น้ำมวลหนักของตนที่เมืองอะราก (Arak) ขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้อิหร่านเน้นย้ำว่าตนเองไม่ได้กำลังถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ หากแต่เพียงกำลังใช้มาตรการต่างตอบแทนตามที่ระบุไว้ในมาตรา 26 และมาตรา 32 ของดีลฉบับนี้ ซึ่งพูดถึงกรณีที่มีหนึ่งหรือมากกว่าในมหาอำนาจทั้ง 6 ล้มเหลวไม่กระทำตามข้อตกลง รูฮานียังได้พูดเน้นความกังวลของอิหร่านอย่างเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและภาคธนาคาร ซึ่งวอชิงตันกำลังพุ่งเป้ามุ่งแซงก์ชั่น

รูฮานีกล่าวต่อไปว่า หลังจากเวลาผ่านพ้นไป 120 วัน ถึงแม้อิหร่านเริ่มทำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีความเข้มข้นเกินระดับ 3.6% และเริ่มเดินเครื่องที่อะรากแล้วก็ตาม แต่ก็จะให้เวลาอีก 60 วันสำหรับการเจรจากัน ก่อนที่จะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมต่อไป (ซึ่งอาจจะกระทำภายในเวลาก่อนสิ้นปีนี้) เวลาเดียวกัน อิหร่านจะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้อย่างแข็งขันต่อความเคลื่อนไหวใดๆ ของพวกมหาอำนาจฝ่ายตะวันตก ที่จะดำเนินการผ่านทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อรื้อฟื้นมาตรการแซงก์ชั่นเก่าๆ ของยูเอ็นในการลงโทษคว่ำบาตรอิหร่าน ให้กลับมีผลบังคับอีกคำรบหนึ่ง

เกมรัสเซียน รูเล็ตต์ คือเกมที่อาศัยบุญอาศัยกรรมเป็นเครื่องตัดสิน โดยที่ผู้เล่นแต่ละคนจะผลัดกันหมุนลำกล้องของปืนพกรีวอลเลอร์ที่บรรจุกระสุนเอาไว้เพียง 1 นัด จากนั้นก็ยกปากกระบอกปืนจ่อเอาไว้ที่ศีรษะของตนเองแล้วเหนี่ยวไก ถ้าหากมีลูกปืน 1 นัดในรังเพลิงที่บรรจุกระสุนได้ 6 นัดของปืนพกรีวอลเลอร์ ผู้เล่นก็มีโอกาสอยู่ 16.6% ที่จะปล่อยลูกกระสุนเข้าใส่หัวของตนเอง เนื่องจากผู้เล่นแต่ละคนต่างเริ่มต้นด้วยการหมุนลำกล้องก่อน ด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงมีโอกาสเท่าๆ กันในการถูกสังหารด้วยลูกปืนนัดที่บรรจุเอาไว้

เห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า นี่แหละคือเกมบ้าบอคอแตกซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมปีที่แล้ว ในเมื่อตอนนี้อิหร่านตอบโต้ด้วยวิธีใช้มาตรการต่างตอบแทนเช่นนี้ รอบที่สองของการเล่นรัสเซียนรูเล็ตต์ก็เป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เวลานี้รัสเซียกับจีนกำลังเฝ้ามองอย่างไม่รู้จะช่วยเหลือได้อย่างไรจากด้านข้างๆ ขณะที่กำลังมีการเล่นเกมบ้าบอคอแตกนี้

ยังมีมาตรการในเฉพาะหน้า 2 ประการซึ่งอิหร่านได้ประกาศออกมาแล้ว ได้แก่ การไม่ทำตามเพดานจำกัดปริมาณยูเรเนียมเข้มข้นที่เตหะรานจะครอบครองได้ (ไม่เกิน 300 กิโลกรัม) และปริมาณน้ำมวลหนักที่อิหร่านได้รับอนุญาตให้เก็บเอาไว้ แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นจังหวะก้าวตามอำเภอใจฝ่ายเดียว มันเป็นการคล้อยตามสิ่งที่คณะบริหารทรัมป์กระทำสำเร็จเสร็จสรรพไปเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ด้วยการประกาศจะแซงก์ชั่นประเทศอื่นๆ ซึ่งจะเป็นผู้เก็บรักษายูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจำนวนที่เกินจากเพดานจำกัด หรือเข้าเกี่ยวข้องกับการซื้อขายน้ำมวลหนักสำรอง

สามารถที่จะกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาวิกฤตที่สุดจะบังเกิดขึ้นหลังจากผ่านวันนี้ไป 60 วัน ถ้าหากอิหร่านถูกบีบบังคับจนต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเดินเครื่องโรงงานเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์น้ำมวลหนักที่อะรากขึ้นมาใหม่ และทำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีความเข้มข้นเกินระดับ 3.6% อาลี อัคบาร์ ซาเลฮี (Ali Akbar Salehi) ผู้อำนวยการขององค์การพลังปรมาณูแห่งอิหร่าน ( Atomic Energy Organization of Iran) ได้กล่าวเตือนไว้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่ว่า อิหร่านนั้นมีศักยภาพความสามารถที่จะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้กลับสูงขึ้นมาใหม่ที่ระดับ 20%

ซาเลฮีกล่าวในระหว่างที่เดินทางไปเยือนศูนย์นิวเคลียร์ฟอร์โด (Fordo) ใกล้ๆ กับเมืองกอม (Qom) เมื่อเดือนธันวาคมว่า “ปัจจุบันเรามีเครื่องหมุนเหวี่ยงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยูเรเนียม (centrifuge) อยู่ 1,044 เครื่องในฟอร์โด และถ้าหากทางผู้บังคับบัญชาต้องการ เราก็จะกลับมาเริ่มทำยูเรเนียมเพิ่มสมรรถนะระดับ 20% กันในฟอร์โด” เขากล่าวต่อไปว่า “ผมใคร่ที่จะขอเตือนว่านี่ไม่ใช่การเกทับบลั๊ฟแหลก เมื่อผมพูดอะไรออกไปแล้ว ผมรักษาคำพูดของผมเสมอ ตอนนี้ผมกำลังจะขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ถ้าทางผู้บังคับบัญชาต้องการแล้ว เราสามารถที่จะหวนกลับไปสู่การเพิ่มสมรรถนะระดับ 20% ได้อย่างง่ายดาย และทำได้ตามความต้องการของประเทศชาติไม่ว่าในระดับเท่าใดและในปริมาณเท่าใด”

คำพูดดังกล่าวกลายเป็นสัญญาณอันดับแรกซึ่งส่อแสดงว่า อิหร่านกำลังเริ่มต้นสูญเสียความหวังที่ว่าพวกมหาอำนาจยุโรปจะแสดงออกให้เห็นถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการข่มเหงรังแกของทรัมป์ และท้าทายมาตรการแซงก์ชั่นของสหรัฐฯตราบเท่าที่เตหะรานยังคงสืบต่อปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดต่างๆ ของข้อตกลงนิวเคลียร์

ปัญหาเห็นจะอยู่ตรงที่ว่า แต่ไหนแต่ไรมา อังกฤษจะเป็นผู้นำในค่ายตะวันตกในกิจการอันเกี่ยวกับอิหร่าน แต่ทุกวันนี้ลอนดอนกลับกำลังจมถลำลงไปในหล่มลึกแห่งเบร็กซิต (Brexit) ขณะที่ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีโดยตัวของพวกเขาเองแล้ว ขาดไร้ความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับทรัมป์

สำหรับตัวทรัมป์เองนั้น เขาตกเป็นหนี้บุญคุณของกลุ่มล็อบบี้ชาวยิวและพวกลัทธิฟื้นชาติยิวไซออนนิสต์ (Zionist) โดยที่มีอิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย, และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังคอยชักใยอยู่จากด้านหลังฉาก ในการเล่นเชิดหุ่นซึ่งกำลังส่งผลต่อการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์เพื่อให้ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกสมัยในการเลือกตั้งปี 2020

คำถามข้อใหญ่ที่อาจจะต้องหยิบยกตั้งปุจฉากันก็คือ ตัวทรัมป์เองนั้นต้องการเข้าสู่สงครามในตะวันออกกลางครั้งใหม่อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ อันตรายอยู่ตรงที่การถูกดึงลากเข้าสู่สงครามอย่างชนิดหลงละเมอยามหลับใหลไม่รู้เนื้อรู้ตัว (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้จากข้อเขียนชิ้นก่อนของผมเรื่อง “Iran to even the nuclear score with US” ใน https://indianpunchline.com/iran-to-even-the-nuclear-score-with-us/) (อ่านเวอร์ชั่นเก็บความเป็นภาษาไทยได้ที่ https://mgronline.com/around/detail/9620000045496) สำหรับปฏิกิริยาของอิหร่านจะออกมาในทางไหนนั้น เตหะรานน่าที่จะชี้นำโดยปัจจัยสำคัญๆ หลายประการ

ประการแรกและประการสำคัญที่สุด เตหะรานไม่ได้มีความเชื่อผิดมีความหลงผิด ใดๆ เลย โดยพวกเขาตระหนักเป็นอันดีว่าการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านกำลังเผชิญกับการท้าทายจากสหรัฐฯและอิสราเอล อย่างชนิดที่จะเอาให้ถึงตายไม่ต้องการให้สาธารณรัฐอิสลามดำรงคงอยู่อีกต่อไป ดังนั้น การค้อมหัวยอมจำนนจึงไม่ใช่เป็นทางเลือกที่จะนำมาพิจารณากัน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.irna.ir/en/News/83307904)

ประเด็นปัญหาเรื่องนิวเคลียร์นี้คือข้ออ้างข้อแก้ตัวสำหรับใช้ในการเข้าโค่นล้มระบอบปกครองอิสลามในอิหร่านที่มีอายุยืนยาวมา 40 ปีแล้ว ถึงแม้สหรัฐฯต้องการที่จะบีบคอให้ตายไปตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะ เนื่องจากมันกลายเป็นการสร้างแบบอย่างซึ่งมีอันตรายยิ่งขึ้นมาในภูมิภาคแถบนี้ --โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาในแง่ของการเป็นพลังต่อต้านแบบชาตินิยม ต่อฐานะการครอบงำของฝ่ายตะวันตกทั้งในทางการเมือง, เศรษฐกิจ, การทหาร, และวัฒนธรรมในโลกมุสลิมตะวันออกกลาง

มีจุดที่น่าสนใจมากจุดหนึ่ง นั่นคือ แม้กระทั่งในตอนที่ประธานาธิบดีรูฮานีกำลังเตรียมตัวเพื่อกล่าวปราศรัยต่อทั่วทั้งประเทศชาติ ปรากฏว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ จาวัด ซาริฟ (Javad Zarif) กลับกำลังเดินทางบ่ายหน้าไปมอสโก เพื่อพบปะหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเซียร์เก ลาฟรอฟ ของรัสเซียในวันพุธ (8 พ.ค.) ความเคลื่อนไหวเช่นนี้มีความสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และในด้านเนื้อหาสาระ โดยเป็นการส่งสัญญาณอันแรงกล้าว่า สิ่งที่กำลังมีการพัฒนาคลี่คลายกันอยู่นี้ มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งนิ่งเงียบไม่กระโตกระตากอะไรรวมอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้จึงมีอยู่ว่า โปรเจ็กต์อิหร่านของสหรัฐฯนั้นเป็นการดำเนินการเสี่ยงภัยที่มีปัจจัยรุนแรงผลักดันเข้ามาจากหลายๆ ทิศทาง

มันเป็นทั้งเรื่องเกี่ยวกับกระแสอาหรับสปริง (Arab Spring) และกระแสตะวันออกกลางใหม่ (New Middle East) ขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องพัวพันกับเรื่องการปรองดองแก้ไขปัญหาสงครามกลางเมืองซีเรีย, เรื่องของน้ำมันและแก๊สในตะวันออกกลาง, การที่อิหร่านผงาดขึ้นมาในฐานะเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค, อนาคตอันไม่แน่นอนของอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย, พอๆ กับที่มันข้องเกี่ยวพันพัวกับเรื่องที่รัสเซียหวนกลับมามีบทบามอย่างแข็งขันมั่นคงในตะวันออกกลาง, และการรวมศูนย์ผนึกอำนาจของมอสโกในซีเรียหลังสงครามกลางเมือง, ตลอดจนการที่รัสเซียกำลังเสาะแสวงหาทางให้มีการจับกลุ่มรวมตัวเป็นพันธมิตรกันใหม่ในย่านเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก (ตัวอย่างเช่น การทำความตกลงรอมชอมกันระหว่างรัสเซียกับตุรกี) ซึ่งก่อให้เกิดอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในภูมิภาคแถบนี้

อย่างไรก็ตาม ในการคิดคำนวณของอิหร่านแล้ว ปัจจัยที่เป็นตัวตัดสินสำคัญที่สุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับวาระของตัวโดนัลด์ ทรัมป์เอง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทรัมป์กำลังสาละวนเพ่งเล็งสนใจอยู่แต่กับการลงชิงชัยเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่งของเขา และอะไรก็ตามแต่ที่สามารถช่วยเหลือหนุนหลังเรื่องนี้ได้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขายินดีต้อนรับ –ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนจากพวกอภิมหาเศรษฐีนักการเงินชาวยิวอย่างเช่น เชลดอน อเดลสัน (Sheldon Adelson)

ทว่าแม้จะสามารถกล่าวเช่นนี้ได้ก็จริง ในอีกด้านหนึ่งทรัมป์ก็ยังคงมีความห่วงใยอย่างยิ่งเกี่ยวกับอิทธิพลในทางลบ ทั้งนี้ การปฏิบัติการทางทหารอย่างลวกๆ สะเพร่าในอิหร่าน (ที่ใช้ชื่อว่า Operation Eagle Claw ยุทธการกรงเล็บอินทรี) เมื่อเดือนเมษายน 1980 นั่นเอง ซึ่งได้กลายเป็นตัวปิดฉากความพยายามที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยสองของ จิมมี่ คาร์เตอร์ ในสภาวการณ์ที่มีหลายๆ อย่างเปรียบเทียบกันได้กับปัจจุบัน

ในวันนี้ การตัดสินใจของทรัมป์ที่นำสหรัฐฯถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ยังคงไม่มีผู้สนับสนุนเอาด้วยเลยในโลกตะวันตก และก็ถูกติดตามไล่คัดค้านค้านจากบรรดาบุคคลที่มีอิทธิพลไม่ใช้น้อยๆ ต่อประชามติภายในสหรัฐฯ จากการที่ โจ ไบเดน ทำท่าจะเป็นตัวเก็งได้เป็นผู้สมัครของพรรคเดโมแครตและกลายเป็นคู่แข่งขันของเขา จึงเชื่อมั่นแน่ใจได้เลยว่านโยบายเรื่องอิหร่านจะพุ่งพรวดกลายเป็นประเด็นหาเสียงระดับท็อปประเด็นหนึ่งในศึกเลือกตั้งปี 2020 พูดกันอย่างง่ายๆ ก็คือ ทรัมป์ต้องเผชิญสงครามชิงคะแนนผู้มีสิทธิออกเสียงชนิดที่ต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือดหนักหน่วง และทุกๆ ส่วนของประชามติล้วนแต่มีความหมาย โดยที่สงครามในตะวันออกกลางครั้งใหม่จะเป็นสิ่งที่จะสร้างความสยดสยองให้แก่ประชามติชาวอเมริกันอย่างไม่ต้องสงสัย

ถ้าหากท่ามกลางสภาวการณ์เช่นนี้ ยังเกิดเรื่องราวใหญ่โตตูมตามเพิ่มขึ้นมาอีก ยกตัวอย่างเช่น เรือบรรทุกเครื่องบินให้บังเอิญเกิดจมลง หรือถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด หรือหากว่าราคาน้ำมันเกิดเดือดพุ่งพล่านแล้ว ทรัมป์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องเผชิญกับคำประณามติเตียน ประเด็นที่จะต้องตระหนักให้ดีให้ชัดเจนก็คือว่า อิหร่านเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง และสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์กระจัดกระจายตัวออกไปกว้างขวาง หากจะกำจัดทำลายมันให้หมดสิ้นแล้วก็ต้องรณรงค์ทิ้งระเบิดกันอย่างเอิกเกริกใหญ่โต ซึ่งย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องจุดชนวนให้เกิดสงครามระดับภูมิภาคแบบเต็มขั้นเต็มอัตรา โดยมีหวังว่าจะก่อให้เกิดผลพวงต่อเนื่องต่างๆ ที่เป็นความวิบัติหายนะ และทำลายความเป็นไปได้ทั้งหลายทั้งปวงสำหรับการขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยสองของทรัมป์

รัฐมนตรีต่างประเทศซาริฟของอิหร่าน เอ่ยปากพูดพาดพิงถึง “ทีม (คนใช้ชื่อย่อ) บี” (B Team) ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งกำลังผลักดันทรัมป์ให้เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน อันได้แก่ บีบี้ (Bibi ชื่อเล่นของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล) , เอ็มบีเอส (MBS ชื่อย่อของเจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย --เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน Mohammad bin Salman ), เอ็มบีแซด (MBZ ชื่อย่อของเจ้าชายมกุฎราชการแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ --เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัยยิด อัลนะฮ์ยาน Mohamed bin Zayed Al-Nahyan), และ โบลตัน (John Bolton ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ) ในความรับรู้ความเข้าใจกันโดยทั่วไปแล้ว ทีม (คนใช้ชื่อย่อ) บี นี้ ได้รับเครดิตว่ามีอำนาจเหนือทรัมป์อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ล่ะหรือ?

แน่นอนทีเดียวว่า ตัวทรัมป์เองไม่เคยสื่อสารถ่ายทอดให้เกิดความประทับใจเช่นนี้ขึ้นมาหรอก แล้วเมื่อถึงช่วงวันเวลาแห่งวิกฤต จริงๆ ทรัมป์ก็ดูจะมีวิธีการในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเขาเอง หรือสามารถที่จะสร้างผลงานเกียรติยศเพื่อส่งทอดเป็นมรดกแห่งสมัยการเป็นประธานาธิบดีของเขาให้แก่คนรุ่นหลัง หรือสามารถที่จะทำลายล้างเกียรติภูมิและสร้างประวัติอันเลวร้ายให้เป็นมรดกตกทอดก็ได้ทั้งนั้น เรื่องเกาหลีเหนือนั่นแหละเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก หรือการที่ทรัมป์โทรศัพท์ไปคุยกับวลาดิมีร์ ปูติน เป็นเวลา 90 นาทีเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการแบบ “ข้ามาคนเดียว ข้าทำคนเดียว” ของเขา โบลตันนั้นได้กล่าวข่มขู่คุกคามว่าสหรัฐฯกำลังจะเข้าแทรกแซงทางการทหารในเวเนซุเอลาอยู่รอมร่อแล้ว และประณามการที่รัสเซียยังคงให้การสนับสนุนนิโคลัส มาดูโร ทว่าทรัมป์กลับก้าวเข้ามาปลอบโยนฝ่ายรัสเซียให้ใจเย็นๆ โดยยืนยันให้คำมั่นว่าสหรัฐฯไม่เข้าไปแทรกแซงทางทหารในเวเนซุเอลาแน่ๆ แถมยังพยายามขอความช่วยเหลือจากปูตินด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า การที่ซาริฟปรึกษาหารือกับลาฟรอฟเมื่อวันพุธ (8 พ.ค.) เป็นสัญญาณแสดงว่าอิหร่านจะร่วมมือประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัสเซียในการเคลื่อนไหวต่อๆ ไปในอนาคตของพวกเขา สิ่งที่มีความสำคัญทีเดียวก็คือ ในการแถลงข่าวร่วมกับซาริฟที่กรุงมอสโกวันพุธ (8 พ.ค.) ลาฟรอฟได้พูดลากยาวออกนอกเรื่องไปกล่าวชมเชยเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่บทบาทของอิหร่านในซีเรีย

ส่วนโฆษกวังเครมลิน ดมิตริ เปสคอฟ (Dmitry Peskov) ก็แถลงประณาม “การตัดสินใจอย่างมีอคติด้วยความคิดความเห็นที่เลวร้าย” ของวอชิงตัน ด้วยการมุ่งสร้าง “แรงกดดันอย่างไม่เป็นธรรม” ต่ออิหร่าน และจุดชนวนให้เกิดการประจันหน้ากันขึ้นในปัจจุบัน เขาบอกว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือ การ “ธำรงรักษาความสามารถที่จะมีชีวิตและเติบโตต่อไปได้ของข้อตกลง (นิวเคลียร์อิหร่าน)” และมอสโกจะวางแผนการเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการทูตของตนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เช่นนี้

(เก็บความจากเว็บไซต์ indianpunchline ของ เอ็ม.เค. ภัทรกุมาร อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ https://indianpunchline.com/iran-circles-wagons-as-trumps-b-team-beats-war-drum/)
#รอกันให้เป็นไม่ว่าจะบวกหรือลบ
#ทำ_Active_ให้เป็น_Passive_
RabbitFX Hero Member กระทู้: 828
อิหร่านประกาศงดทำตามข้อกำหนดต่างๆ ของข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 อย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยยืนยันว่านี่ไม่ใช่การละเมิด หากแต่เป็นการทำตามเงื่อนไขที่ระบุเอาไว้ในดีลฉบับนี้ ขณะเดียวกันก็ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปพูดคุยกับรัสเซีย

ถ้าหากในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศสามารถที่จะมีการเล่นเกม “รัสเซียน รูเล็ตต์” (Russian roulette) ที่เอากันถึงตายเดิมพันด้วยชีวิตแล้ว ก็นี่แหละคือเกมที่ว่า –สิ่งที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา วันครบรอบขวบปีแรกของการที่สหรัฐฯถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านซึ่งลงนามกันในเดือนกรกฎาคม 2015

อิหร่านวางตัวแสดงออกซึ่ง “ความอดทนอดกลั้นทางยุทธศาสตร์” มาเป็นเวลา 1 ปีเต็มแล้ว อย่างที่ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ชี้ให้เห็น เพื่อให้เป็นไปตามคำขอร้องจากอีก 5 ประเทศผู้ลงนามในข้อตกลงฉบับนี้ที่ยังคงเหลืออยู่ อันได้แก่ อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, รัสเซีย, และจีน แล้วช่วงเวลาดังกล่าวถึงตอนนี้ก็เป็นอันหมดสิ้นไปแล้ว

ไม่เพียงแค่ 5 มหาอำนาจเหล่านี้ประสบความล้มเหลวในการโน้มน้าวชักจูงให้คณะบริหารทรัมป์เปลี่ยนใจถอยกลับจากการตัดสินใจเมื่อ 1 ปีก่อนเท่านั้น วอชิงตันยังกลับเดินหน้าต่อไปตามเส้นทางแห่งสงคราม ด้วยการใช้มาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรอิหร่าน และการส่งหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีอันน่าเกรงขามเข้ามายังอ่าวเปอร์เซียอีกด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง 5 บิ๊กมหาอำนาจเหล่านี้ไม่สามารถให้หลักประกันได้ว่า อิหร่านจะได้รับผลประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนี้ตามที่ได้คาดการณ์กันไว้ภายใต้ดีลฉบับนี้ ทั้งๆ ที่เตหะรานปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดต่างๆ ของข้อตกลงนี้อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทบวงพลังปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) ให้การยืนยันรับรองครั้งแล้วครั้งเล่า มีเพียงรัสเซียกับจีนเท่านั้นที่ดำเนินการตามสัญญาต่างๆ ซึ่งไว้ให้แก่อิหร่านในฐานะชาติที่ร่วมลงนาม ขณะที่คำมั่นทั้งหลายของมหาอำนาจยุโรปทั้งสามเป็นเพียงลมปากเท่านั้น

ท่ามกลางฉากหลังอันชวนหดหู่หม่นหมองเช่นนี้ ประธานาธิบดีรูฮานีออกมาประกาศในวันพุธ (8 พ.ค.) ว่า ถ้าชาติร่วมลงนามที่ยังเหลืออยู่ ยังคงล้มเหลวไม่สามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญิงสัญญาที่ได้ให้ไว้แก่อิหร่านตามที่ระบุเอาไว้ในดีลฉบับนี้ภายในระยะเวลา 60 วันต่อจากนี้ไป เตหะรานก็จะยุติการปฏิบัติตามพันธะทางนิวเคลียร์ของตนโดยแบ่งออกเป็นระยะๆ ต่อเนื่องกัน เริ่มแรกทีเดียวอิหร่านจะยุติการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้จำกัดเพดานปริมาณสูงสุดของยูเรเนียมผ่านการเสริมสมรรถนะแล้ว (enriched uranium) ที่สามารถจะมีในครอบครองได้ ตลอดจนปริมาณสูงสุดของน้ำมวลหนัก (heavy water) สำรอง ที่ได้รับอนุญาตให้เก็บเอาไว้ได้ (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://en.farsnews.com/newstext.aspx?nn=13980218000363)

หลังจาก 60 วันแล้ว ถ้าความลำบากเดือดร้อนของอิหร่านยังคงไม่ได้รับการแก้ไขคลี่คลายแล้ว เตหะรานก็จะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อจำกัดที่ว่าอิหร่านจะทำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะให้มีความเข้มข้นเกินระดับ 3.6% ไม่ได้ รวมทั้งยังจะเริ่มเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใช้น้ำมวลหนักของตนที่เมืองอะราก (Arak) ขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้อิหร่านเน้นย้ำว่าตนเองไม่ได้กำลังถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ หากแต่เพียงกำลังใช้มาตรการต่างตอบแทนตามที่ระบุไว้ในมาตรา 26 และมาตรา 32 ของดีลฉบับนี้ ซึ่งพูดถึงกรณีที่มีหนึ่งหรือมากกว่าในมหาอำนาจทั้ง 6 ล้มเหลวไม่กระทำตามข้อตกลง รูฮานียังได้พูดเน้นความกังวลของอิหร่านอย่างเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันและภาคธนาคาร ซึ่งวอชิงตันกำลังพุ่งเป้ามุ่งแซงก์ชั่น

รูฮานีกล่าวต่อไปว่า หลังจากเวลาผ่านพ้นไป 120 วัน ถึงแม้อิหร่านเริ่มทำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีความเข้มข้นเกินระดับ 3.6% และเริ่มเดินเครื่องที่อะรากแล้วก็ตาม แต่ก็จะให้เวลาอีก 60 วันสำหรับการเจรจากัน ก่อนที่จะดำเนินการอะไรเพิ่มเติมต่อไป (ซึ่งอาจจะกระทำภายในเวลาก่อนสิ้นปีนี้) เวลาเดียวกัน อิหร่านจะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้อย่างแข็งขันต่อความเคลื่อนไหวใดๆ ของพวกมหาอำนาจฝ่ายตะวันตก ที่จะดำเนินการผ่านทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อรื้อฟื้นมาตรการแซงก์ชั่นเก่าๆ ของยูเอ็นในการลงโทษคว่ำบาตรอิหร่าน ให้กลับมีผลบังคับอีกคำรบหนึ่ง

เกมรัสเซียน รูเล็ตต์ คือเกมที่อาศัยบุญอาศัยกรรมเป็นเครื่องตัดสิน โดยที่ผู้เล่นแต่ละคนจะผลัดกันหมุนลำกล้องของปืนพกรีวอลเลอร์ที่บรรจุกระสุนเอาไว้เพียง 1 นัด จากนั้นก็ยกปากกระบอกปืนจ่อเอาไว้ที่ศีรษะของตนเองแล้วเหนี่ยวไก ถ้าหากมีลูกปืน 1 นัดในรังเพลิงที่บรรจุกระสุนได้ 6 นัดของปืนพกรีวอลเลอร์ ผู้เล่นก็มีโอกาสอยู่ 16.6% ที่จะปล่อยลูกกระสุนเข้าใส่หัวของตนเอง เนื่องจากผู้เล่นแต่ละคนต่างเริ่มต้นด้วยการหมุนลำกล้องก่อน ด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงมีโอกาสเท่าๆ กันในการถูกสังหารด้วยลูกปืนนัดที่บรรจุเอาไว้

เห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า นี่แหละคือเกมบ้าบอคอแตกซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นมาเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมปีที่แล้ว ในเมื่อตอนนี้อิหร่านตอบโต้ด้วยวิธีใช้มาตรการต่างตอบแทนเช่นนี้ รอบที่สองของการเล่นรัสเซียนรูเล็ตต์ก็เป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เวลานี้รัสเซียกับจีนกำลังเฝ้ามองอย่างไม่รู้จะช่วยเหลือได้อย่างไรจากด้านข้างๆ ขณะที่กำลังมีการเล่นเกมบ้าบอคอแตกนี้

ยังมีมาตรการในเฉพาะหน้า 2 ประการซึ่งอิหร่านได้ประกาศออกมาแล้ว ได้แก่ การไม่ทำตามเพดานจำกัดปริมาณยูเรเนียมเข้มข้นที่เตหะรานจะครอบครองได้ (ไม่เกิน 300 กิโลกรัม) และปริมาณน้ำมวลหนักที่อิหร่านได้รับอนุญาตให้เก็บเอาไว้ แต่นี่ก็ไม่ได้เป็นจังหวะก้าวตามอำเภอใจฝ่ายเดียว มันเป็นการคล้อยตามสิ่งที่คณะบริหารทรัมป์กระทำสำเร็จเสร็จสรรพไปเรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ด้วยการประกาศจะแซงก์ชั่นประเทศอื่นๆ ซึ่งจะเป็นผู้เก็บรักษายูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านจำนวนที่เกินจากเพดานจำกัด หรือเข้าเกี่ยวข้องกับการซื้อขายน้ำมวลหนักสำรอง

สามารถที่จะกล่าวได้ว่า ช่วงเวลาวิกฤตที่สุดจะบังเกิดขึ้นหลังจากผ่านวันนี้ไป 60 วัน ถ้าหากอิหร่านถูกบีบบังคับจนต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อเดินเครื่องโรงงานเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์น้ำมวลหนักที่อะรากขึ้นมาใหม่ และทำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่มีความเข้มข้นเกินระดับ 3.6% อาลี อัคบาร์ ซาเลฮี (Ali Akbar Salehi) ผู้อำนวยการขององค์การพลังปรมาณูแห่งอิหร่าน ( Atomic Energy Organization of Iran) ได้กล่าวเตือนไว้ในเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่ว่า อิหร่านนั้นมีศักยภาพความสามารถที่จะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้กลับสูงขึ้นมาใหม่ที่ระดับ 20%

ซาเลฮีกล่าวในระหว่างที่เดินทางไปเยือนศูนย์นิวเคลียร์ฟอร์โด (Fordo) ใกล้ๆ กับเมืองกอม (Qom) เมื่อเดือนธันวาคมว่า “ปัจจุบันเรามีเครื่องหมุนเหวี่ยงเพื่อเพิ่มสมรรถนะของยูเรเนียม (centrifuge) อยู่ 1,044 เครื่องในฟอร์โด และถ้าหากทางผู้บังคับบัญชาต้องการ เราก็จะกลับมาเริ่มทำยูเรเนียมเพิ่มสมรรถนะระดับ 20% กันในฟอร์โด” เขากล่าวต่อไปว่า “ผมใคร่ที่จะขอเตือนว่านี่ไม่ใช่การเกทับบลั๊ฟแหลก เมื่อผมพูดอะไรออกไปแล้ว ผมรักษาคำพูดของผมเสมอ ตอนนี้ผมกำลังจะขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ถ้าทางผู้บังคับบัญชาต้องการแล้ว เราสามารถที่จะหวนกลับไปสู่การเพิ่มสมรรถนะระดับ 20% ได้อย่างง่ายดาย และทำได้ตามความต้องการของประเทศชาติไม่ว่าในระดับเท่าใดและในปริมาณเท่าใด”

คำพูดดังกล่าวกลายเป็นสัญญาณอันดับแรกซึ่งส่อแสดงว่า อิหร่านกำลังเริ่มต้นสูญเสียความหวังที่ว่าพวกมหาอำนาจยุโรปจะแสดงออกให้เห็นถึงเจตนารมณ์ทางการเมืองที่จะยืนหยัดต่อสู้กับการข่มเหงรังแกของทรัมป์ และท้าทายมาตรการแซงก์ชั่นของสหรัฐฯตราบเท่าที่เตหะรานยังคงสืบต่อปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อกำหนดต่างๆ ของข้อตกลงนิวเคลียร์

ปัญหาเห็นจะอยู่ตรงที่ว่า แต่ไหนแต่ไรมา อังกฤษจะเป็นผู้นำในค่ายตะวันตกในกิจการอันเกี่ยวกับอิหร่าน แต่ทุกวันนี้ลอนดอนกลับกำลังจมถลำลงไปในหล่มลึกแห่งเบร็กซิต (Brexit) ขณะที่ทั้งฝรั่งเศสและเยอรมนีโดยตัวของพวกเขาเองแล้ว ขาดไร้ความกล้าหาญที่จะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับทรัมป์

สำหรับตัวทรัมป์เองนั้น เขาตกเป็นหนี้บุญคุณของกลุ่มล็อบบี้ชาวยิวและพวกลัทธิฟื้นชาติยิวไซออนนิสต์ (Zionist) โดยที่มีอิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย, และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำลังคอยชักใยอยู่จากด้านหลังฉาก ในการเล่นเชิดหุ่นซึ่งกำลังส่งผลต่อการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์เพื่อให้ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯอีกสมัยในการเลือกตั้งปี 2020

คำถามข้อใหญ่ที่อาจจะต้องหยิบยกตั้งปุจฉากันก็คือ ตัวทรัมป์เองนั้นต้องการเข้าสู่สงครามในตะวันออกกลางครั้งใหม่อีกครั้งหนึ่งหรือไม่ อันตรายอยู่ตรงที่การถูกดึงลากเข้าสู่สงครามอย่างชนิดหลงละเมอยามหลับใหลไม่รู้เนื้อรู้ตัว (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้จากข้อเขียนชิ้นก่อนของผมเรื่อง “Iran to even the nuclear score with US” ใน https://indianpunchline.com/iran-to-even-the-nuclear-score-with-us/) (อ่านเวอร์ชั่นเก็บความเป็นภาษาไทยได้ที่ https://mgronline.com/around/detail/9620000045496) สำหรับปฏิกิริยาของอิหร่านจะออกมาในทางไหนนั้น เตหะรานน่าที่จะชี้นำโดยปัจจัยสำคัญๆ หลายประการ

ประการแรกและประการสำคัญที่สุด เตหะรานไม่ได้มีความเชื่อผิดมีความหลงผิด ใดๆ เลย โดยพวกเขาตระหนักเป็นอันดีว่าการปฏิวัติอิสลามของอิหร่านกำลังเผชิญกับการท้าทายจากสหรัฐฯและอิสราเอล อย่างชนิดที่จะเอาให้ถึงตายไม่ต้องการให้สาธารณรัฐอิสลามดำรงคงอยู่อีกต่อไป ดังนั้น การค้อมหัวยอมจำนนจึงไม่ใช่เป็นทางเลือกที่จะนำมาพิจารณากัน (ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.irna.ir/en/News/83307904)

ประเด็นปัญหาเรื่องนิวเคลียร์นี้คือข้ออ้างข้อแก้ตัวสำหรับใช้ในการเข้าโค่นล้มระบอบปกครองอิสลามในอิหร่านที่มีอายุยืนยาวมา 40 ปีแล้ว ถึงแม้สหรัฐฯต้องการที่จะบีบคอให้ตายไปตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะ เนื่องจากมันกลายเป็นการสร้างแบบอย่างซึ่งมีอันตรายยิ่งขึ้นมาในภูมิภาคแถบนี้ --โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาในแง่ของการเป็นพลังต่อต้านแบบชาตินิยม ต่อฐานะการครอบงำของฝ่ายตะวันตกทั้งในทางการเมือง, เศรษฐกิจ, การทหาร, และวัฒนธรรมในโลกมุสลิมตะวันออกกลาง

มีจุดที่น่าสนใจมากจุดหนึ่ง นั่นคือ แม้กระทั่งในตอนที่ประธานาธิบดีรูฮานีกำลังเตรียมตัวเพื่อกล่าวปราศรัยต่อทั่วทั้งประเทศชาติ ปรากฏว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ จาวัด ซาริฟ (Javad Zarif) กลับกำลังเดินทางบ่ายหน้าไปมอสโก เพื่อพบปะหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศเซียร์เก ลาฟรอฟ ของรัสเซียในวันพุธ (8 พ.ค.) ความเคลื่อนไหวเช่นนี้มีความสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และในด้านเนื้อหาสาระ โดยเป็นการส่งสัญญาณอันแรงกล้าว่า สิ่งที่กำลังมีการพัฒนาคลี่คลายกันอยู่นี้ มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งนิ่งเงียบไม่กระโตกระตากอะไรรวมอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้จึงมีอยู่ว่า โปรเจ็กต์อิหร่านของสหรัฐฯนั้นเป็นการดำเนินการเสี่ยงภัยที่มีปัจจัยรุนแรงผลักดันเข้ามาจากหลายๆ ทิศทาง

มันเป็นทั้งเรื่องเกี่ยวกับกระแสอาหรับสปริง (Arab Spring) และกระแสตะวันออกกลางใหม่ (New Middle East) ขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องพัวพันกับเรื่องการปรองดองแก้ไขปัญหาสงครามกลางเมืองซีเรีย, เรื่องของน้ำมันและแก๊สในตะวันออกกลาง, การที่อิหร่านผงาดขึ้นมาในฐานะเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค, อนาคตอันไม่แน่นอนของอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย, พอๆ กับที่มันข้องเกี่ยวพันพัวกับเรื่องที่รัสเซียหวนกลับมามีบทบามอย่างแข็งขันมั่นคงในตะวันออกกลาง, และการรวมศูนย์ผนึกอำนาจของมอสโกในซีเรียหลังสงครามกลางเมือง, ตลอดจนการที่รัสเซียกำลังเสาะแสวงหาทางให้มีการจับกลุ่มรวมตัวเป็นพันธมิตรกันใหม่ในย่านเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก (ตัวอย่างเช่น การทำความตกลงรอมชอมกันระหว่างรัสเซียกับตุรกี) ซึ่งก่อให้เกิดอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการดำเนินการทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯในภูมิภาคแถบนี้

อย่างไรก็ตาม ในการคิดคำนวณของอิหร่านแล้ว ปัจจัยที่เป็นตัวตัดสินสำคัญที่สุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับวาระของตัวโดนัลด์ ทรัมป์เอง เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทรัมป์กำลังสาละวนเพ่งเล็งสนใจอยู่แต่กับการลงชิงชัยเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่งของเขา และอะไรก็ตามแต่ที่สามารถช่วยเหลือหนุนหลังเรื่องนี้ได้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เขายินดีต้อนรับ –ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนจากพวกอภิมหาเศรษฐีนักการเงินชาวยิวอย่างเช่น เชลดอน อเดลสัน (Sheldon Adelson)

ทว่าแม้จะสามารถกล่าวเช่นนี้ได้ก็จริง ในอีกด้านหนึ่งทรัมป์ก็ยังคงมีความห่วงใยอย่างยิ่งเกี่ยวกับอิทธิพลในทางลบ ทั้งนี้ การปฏิบัติการทางทหารอย่างลวกๆ สะเพร่าในอิหร่าน (ที่ใช้ชื่อว่า Operation Eagle Claw ยุทธการกรงเล็บอินทรี) เมื่อเดือนเมษายน 1980 นั่นเอง ซึ่งได้กลายเป็นตัวปิดฉากความพยายามที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยสองของ จิมมี่ คาร์เตอร์ ในสภาวการณ์ที่มีหลายๆ อย่างเปรียบเทียบกันได้กับปัจจุบัน

ในวันนี้ การตัดสินใจของทรัมป์ที่นำสหรัฐฯถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ยังคงไม่มีผู้สนับสนุนเอาด้วยเลยในโลกตะวันตก และก็ถูกติดตามไล่คัดค้านค้านจากบรรดาบุคคลที่มีอิทธิพลไม่ใช้น้อยๆ ต่อประชามติภายในสหรัฐฯ จากการที่ โจ ไบเดน ทำท่าจะเป็นตัวเก็งได้เป็นผู้สมัครของพรรคเดโมแครตและกลายเป็นคู่แข่งขันของเขา จึงเชื่อมั่นแน่ใจได้เลยว่านโยบายเรื่องอิหร่านจะพุ่งพรวดกลายเป็นประเด็นหาเสียงระดับท็อปประเด็นหนึ่งในศึกเลือกตั้งปี 2020 พูดกันอย่างง่ายๆ ก็คือ ทรัมป์ต้องเผชิญสงครามชิงคะแนนผู้มีสิทธิออกเสียงชนิดที่ต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือดหนักหน่วง และทุกๆ ส่วนของประชามติล้วนแต่มีความหมาย โดยที่สงครามในตะวันออกกลางครั้งใหม่จะเป็นสิ่งที่จะสร้างความสยดสยองให้แก่ประชามติชาวอเมริกันอย่างไม่ต้องสงสัย

ถ้าหากท่ามกลางสภาวการณ์เช่นนี้ ยังเกิดเรื่องราวใหญ่โตตูมตามเพิ่มขึ้นมาอีก ยกตัวอย่างเช่น เรือบรรทุกเครื่องบินให้บังเอิญเกิดจมลง หรือถ้าช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด หรือหากว่าราคาน้ำมันเกิดเดือดพุ่งพล่านแล้ว ทรัมป์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องเผชิญกับคำประณามติเตียน ประเด็นที่จะต้องตระหนักให้ดีให้ชัดเจนก็คือว่า อิหร่านเป็นประเทศใหญ่ประเทศหนึ่ง และสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์กระจัดกระจายตัวออกไปกว้างขวาง หากจะกำจัดทำลายมันให้หมดสิ้นแล้วก็ต้องรณรงค์ทิ้งระเบิดกันอย่างเอิกเกริกใหญ่โต ซึ่งย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องจุดชนวนให้เกิดสงครามระดับภูมิภาคแบบเต็มขั้นเต็มอัตรา โดยมีหวังว่าจะก่อให้เกิดผลพวงต่อเนื่องต่างๆ ที่เป็นความวิบัติหายนะ และทำลายความเป็นไปได้ทั้งหลายทั้งปวงสำหรับการขึ้นเป็นประธานาธิบดีสมัยสองของทรัมป์

รัฐมนตรีต่างประเทศซาริฟของอิหร่าน เอ่ยปากพูดพาดพิงถึง “ทีม (คนใช้ชื่อย่อ) บี” (B Team) ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งกำลังผลักดันทรัมป์ให้เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน อันได้แก่ บีบี้ (Bibi ชื่อเล่นของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล) , เอ็มบีเอส (MBS ชื่อย่อของเจ้าชายมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย --เจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน Mohammad bin Salman ), เอ็มบีแซด (MBZ ชื่อย่อของเจ้าชายมกุฎราชการแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ --เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัยยิด อัลนะฮ์ยาน Mohamed bin Zayed Al-Nahyan), และ โบลตัน (John Bolton ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ) ในความรับรู้ความเข้าใจกันโดยทั่วไปแล้ว ทีม (คนใช้ชื่อย่อ) บี นี้ ได้รับเครดิตว่ามีอำนาจเหนือทรัมป์อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ล่ะหรือ?

แน่นอนทีเดียวว่า ตัวทรัมป์เองไม่เคยสื่อสารถ่ายทอดให้เกิดความประทับใจเช่นนี้ขึ้นมาหรอก แล้วเมื่อถึงช่วงวันเวลาแห่งวิกฤต จริงๆ ทรัมป์ก็ดูจะมีวิธีการในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเขาเอง หรือสามารถที่จะสร้างผลงานเกียรติยศเพื่อส่งทอดเป็นมรดกแห่งสมัยการเป็นประธานาธิบดีของเขาให้แก่คนรุ่นหลัง หรือสามารถที่จะทำลายล้างเกียรติภูมิและสร้างประวัติอันเลวร้ายให้เป็นมรดกตกทอดก็ได้ทั้งนั้น เรื่องเกาหลีเหนือนั่นแหละเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก หรือการที่ทรัมป์โทรศัพท์ไปคุยกับวลาดิมีร์ ปูติน เป็นเวลา 90 นาทีเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการแบบ “ข้ามาคนเดียว ข้าทำคนเดียว” ของเขา โบลตันนั้นได้กล่าวข่มขู่คุกคามว่าสหรัฐฯกำลังจะเข้าแทรกแซงทางการทหารในเวเนซุเอลาอยู่รอมร่อแล้ว และประณามการที่รัสเซียยังคงให้การสนับสนุนนิโคลัส มาดูโร ทว่าทรัมป์กลับก้าวเข้ามาปลอบโยนฝ่ายรัสเซียให้ใจเย็นๆ โดยยืนยันให้คำมั่นว่าสหรัฐฯไม่เข้าไปแทรกแซงทางทหารในเวเนซุเอลาแน่ๆ แถมยังพยายามขอความช่วยเหลือจากปูตินด้วยซ้ำไป

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า การที่ซาริฟปรึกษาหารือกับลาฟรอฟเมื่อวันพุธ (8 พ.ค.) เป็นสัญญาณแสดงว่าอิหร่านจะร่วมมือประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัสเซียในการเคลื่อนไหวต่อๆ ไปในอนาคตของพวกเขา สิ่งที่มีความสำคัญทีเดียวก็คือ ในการแถลงข่าวร่วมกับซาริฟที่กรุงมอสโกวันพุธ (8 พ.ค.) ลาฟรอฟได้พูดลากยาวออกนอกเรื่องไปกล่าวชมเชยเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่บทบาทของอิหร่านในซีเรีย

ส่วนโฆษกวังเครมลิน ดมิตริ เปสคอฟ (Dmitry Peskov) ก็แถลงประณาม “การตัดสินใจอย่างมีอคติด้วยความคิดความเห็นที่เลวร้าย” ของวอชิงตัน ด้วยการมุ่งสร้าง “แรงกดดันอย่างไม่เป็นธรรม” ต่ออิหร่าน และจุดชนวนให้เกิดการประจันหน้ากันขึ้นในปัจจุบัน เขาบอกว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือ การ “ธำรงรักษาความสามารถที่จะมีชีวิตและเติบโตต่อไปได้ของข้อตกลง (นิวเคลียร์อิหร่าน)” และมอสโกจะวางแผนการเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางการทูตของตนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เช่นนี้

(เก็บความจากเว็บไซต์ indianpunchline ของ เอ็ม.เค. ภัทรกุมาร อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ https://indianpunchline.com/iran-circles-wagons-as-trumps-b-team-beats-war-drum/)
#รอกันให้เป็นไม่ว่าจะบวกหรือลบ
#ทำ_Active_ให้เป็น_Passive_
1

Navigation



Who is online
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูบอร์ดนี้
banner
FBS