busforex

เข้าสู่ระบบ



คงสถานะการเข้าระบบไว้ตลอด
banner
banner
exness
Xm Moto GP2019
พูดคุยเรื่องทั่วๆ ไป

ทั่วโลกจับตา “Libra” อนาคตของสกุลเงินโลก

ตอบ9 อ่าน107
dukdik
20 มิถุนายน 2019, 09:38:17 น.
ศรชัย สุเนต์ตา, CFA ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ SCB Investment Advisory, CIO office เปิดเผยมุมมองภายหลังจากที่มีการประกาศข่าวใหญ่เมื่อวานนี้ เกี่ยวกับการประกาศกำเนิดเกิดขึ้นของ Cryptocurrency สกุลใหม่มีชื่อว่า “Libra” ที่จะเริ่มใช้ในต้นปีหน้านี้ 2020 ส่งผลให้สะเทือนถึงสถาบันการเงินทั่วทั้งโลก และเป็นที่จับตามองของธนาคารกลางทั่ว ว่า

ปกติเราก็เห็นการเกิดขึ้นของเงินสกุล Digital ตั้งมากมายก่อนหน้านี้ ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่เลย

 ใช่ครับ ถ้าดูกันผิวๆจะเห็นได้ว่า ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่ แต่ที่ผมว่าไม่ธรรดาก็คือการก่อกำเนิดขึ้นของ Libra จาก พ่อ แม่ ที่มีชื่อว่า Facebook และแถมยังมี ญาติพี่น้อง อีก 27 คนมาจับมือกันร่วมกันก่อกำเนิด ถ้าเราเห็นชื่อ บริษัทที่ร่วมกันก่อตั้งแล้วแทบจะเรียกได้ว่า พี่บิ๊กๆ ทั้งนั้นเช่น Visa, MasterCard, Uber, PayPal, Spotify, eBay, Lyft, Vodafone และอีกหลายบริษัททั่วโลก เห็นไหมละแค่การเกิดก็ไม่ธรรมดาแล้ว ยิ่งกว่าเหล่า Avengers ทีมอีกนะ

            คำถามต่อมาก็จะเอา Libra Cryptocurrency มาใช้ประโยชน์อะไรกันได้ล่ะ

            เค้าบอกกันว่าจุดประสงค์เพื่อสร้างให้มีโครงสร้างระบบการเงินขั้นพื้นฐานที่ทุกคนๆในโลกนี้สามารถเข้าถึงได้ง่ายดายทุกคนและจะเป็นระบบทางการเงินที่มีต้นทุนต่อผู้ใช้ที่ถูกที่สุด แถมยังมีความปลอดภัยสูงสุดเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เท่าที่เทคโนโลยีวันนี้จะมีได้ เช่นใช้ Technology Blockchain มาเป็นตัวกลาง

            จะดีกว่าไหมที่ทุก ๆ คนบนโลกไม่จำเป็นต้องพกเงินสดเงินกระดาษ ที่อาจจะหาย ถูกขโมย หรือ ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหากพกพาติดตัวตลอดเวลา

            จะดีกว่าไหมถ้า คนบนโลกนี้อีกมากมายหลายพันล้านคน ที่ไม่เคยเข้าถึงการเบิดบัญชีกับสถาบันการเงินได้เลย สามารถเข้าถึงระบบทางการเงินนี้ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ ว่ากันว่าบนโลกเรายังมีคนอีกหลายพันล้านคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ยังไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ และไม่เคยใช้ธุรกรรมทางการเงินใด ๆ เลยกับธนาคารครับ

            การโอนเงินให้เพื่อน ญาติ พี่น้อง ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศจะทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว เงินถึงผู้รับได้ทันทีที่กดโทรศัพท์มือถือ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือถ้าจะมีก็ถูกมาก โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมการโอนเงิน  หรือไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมจากอัตราแลกเปลี่ยนใด ๆ ให้เราต้องลุ้นว่าแพงไหม เช่นวันนี้ ราคาซื้อ ขาย เงินตราต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 3 - 5% ที่เราต้องจ่ายให้กับธนาคาร และค่าโอนเงินก็เช่นเดียวกัน ได้แก่ โอนเงินผ่านระบบ Swift ของธนาคารจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 ถึง 1,500 บาท ที่ผู้โอนจะต้องจ่าย นอกจากนั้นผู้รับโอนเงินปลายทางก็ต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารปลายทางอีกด้วย เช่นอีก 400 - 500 บาทต่อรายการ ถ้าคิดเลขแบบง่ายๆ โอนเงิน 1 แสนบาท หักไปหักมา เหลือถึงผู้รับ เพียง 93,000 บาท ในขณะที่ใช้ระบบ Digital Money Transfer อาจะไม่ต้องเสียอะไรเลย หรือเสียน้อยมาก ๆ ก็ได้ ดังนั้นผลดีคือ ผู้รับปลายทางน่าจะได้รับเงินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ

            ต่อไปการเดินทางไปต่างประเทศหรือการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ สามารถทำได้โดยใช้สกุลเงินเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแลกเงินหรือถือเงินสด ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตที่จะมีค่าธรรมเนียมที่แพงอยู่ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเป็นต้น การเดินทางขึ้นรถ หรือ การเดินทางโดยรถสาธารณะ การจ่ายค่ากาแฟ ต่าง ๆ ก็สามารถจ่ายผ่าน Digital Wallet ที่เก็บเงิน Digital ไว้ผ่านโทรศัพท์มือถือของเราอย่างง่ายดาย ไม่ว่าใครที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ ก็สามารถใช้ระบบการเงินใหม่นี้ได้ด้วยเช่นกัน

            แล้วถามว่า เงิน Digital สกุลนี้จะน่าเชื่อถือหรือไม่?

            Cryptocurrency โดยทั่วไปจะถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีสินทรัพย์ อะไรมาสำรอง Backup เงินสกุลเหล่านั้นอยู่ข้างหลัง ดังนั้นที่ผ่านมาเราจะเห็นเงิน Cryptocurrency ผันผวนได้อย่างมาก ง่ายต่อการนำมาเก็งกำไร เพราะมูลค่าที่แท้จริงยังยากต่อการค้นหาแต่คนสร้าง เงินสกุล LIBRA ว่ากันว่า จะมีสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมา อาจจะเป็นเงินสกุลต่าง ๆ Fiat Money Bank Deposits Government Securities เป็นสิ่งที่สำรองBackup ค่าเงิน Digital นี้ให้มีความมั่นคงน่าเชื่อถือ แบบนี้ก็จะเหมือนกับสมัยก่อน ที่เงินดอลลาร์จะถูก Backup สำรองโดยมีทองคำกันเอาไว้ข้างหลังจึงทำให้ค่าเงินดอลลาร์ ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่นิยมใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน สินค้าและบริการต่าง ๆ ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

            สิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ จะเป็น Disruptor ตัวจริงที่มีทั้ง Technology, Resources และ Money สถาบันการเงินทั่วโลกจะต้องปรับตัวให้เร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะได้ไม่ตกเทรนด์ของภาวะการแข่งขันครับ ดังนั้น ควรจับตามองให้ดีครับ

cr.moneyandbanking
แชร์กระทู้นี้
dukdik Hero Member กระทู้: 2927
ศรชัย สุเนต์ตา, CFA ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ SCB Investment Advisory, CIO office เปิดเผยมุมมองภายหลังจากที่มีการประกาศข่าวใหญ่เมื่อวานนี้ เกี่ยวกับการประกาศกำเนิดเกิดขึ้นของ Cryptocurrency สกุลใหม่มีชื่อว่า “Libra” ที่จะเริ่มใช้ในต้นปีหน้านี้ 2020 ส่งผลให้สะเทือนถึงสถาบันการเงินทั่วทั้งโลก และเป็นที่จับตามองของธนาคารกลางทั่ว ว่า

ปกติเราก็เห็นการเกิดขึ้นของเงินสกุล Digital ตั้งมากมายก่อนหน้านี้ ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกใหม่เลย

 ใช่ครับ ถ้าดูกันผิวๆจะเห็นได้ว่า ไม่เห็นจะมีอะไรใหม่ แต่ที่ผมว่าไม่ธรรดาก็คือการก่อกำเนิดขึ้นของ Libra จาก พ่อ แม่ ที่มีชื่อว่า Facebook และแถมยังมี ญาติพี่น้อง อีก 27 คนมาจับมือกันร่วมกันก่อกำเนิด ถ้าเราเห็นชื่อ บริษัทที่ร่วมกันก่อตั้งแล้วแทบจะเรียกได้ว่า พี่บิ๊กๆ ทั้งนั้นเช่น Visa, MasterCard, Uber, PayPal, Spotify, eBay, Lyft, Vodafone และอีกหลายบริษัททั่วโลก เห็นไหมละแค่การเกิดก็ไม่ธรรมดาแล้ว ยิ่งกว่าเหล่า Avengers ทีมอีกนะ

            คำถามต่อมาก็จะเอา Libra Cryptocurrency มาใช้ประโยชน์อะไรกันได้ล่ะ

            เค้าบอกกันว่าจุดประสงค์เพื่อสร้างให้มีโครงสร้างระบบการเงินขั้นพื้นฐานที่ทุกคนๆในโลกนี้สามารถเข้าถึงได้ง่ายดายทุกคนและจะเป็นระบบทางการเงินที่มีต้นทุนต่อผู้ใช้ที่ถูกที่สุด แถมยังมีความปลอดภัยสูงสุดเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เท่าที่เทคโนโลยีวันนี้จะมีได้ เช่นใช้ Technology Blockchain มาเป็นตัวกลาง

            จะดีกว่าไหมที่ทุก ๆ คนบนโลกไม่จำเป็นต้องพกเงินสดเงินกระดาษ ที่อาจจะหาย ถูกขโมย หรือ ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยหากพกพาติดตัวตลอดเวลา

            จะดีกว่าไหมถ้า คนบนโลกนี้อีกมากมายหลายพันล้านคน ที่ไม่เคยเข้าถึงการเบิดบัญชีกับสถาบันการเงินได้เลย สามารถเข้าถึงระบบทางการเงินนี้ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ ว่ากันว่าบนโลกเรายังมีคนอีกหลายพันล้านคนที่ใช้โทรศัพท์มือถือ แต่ยังไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ และไม่เคยใช้ธุรกรรมทางการเงินใด ๆ เลยกับธนาคารครับ

            การโอนเงินให้เพื่อน ญาติ พี่น้อง ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศจะทำได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว เงินถึงผู้รับได้ทันทีที่กดโทรศัพท์มือถือ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือถ้าจะมีก็ถูกมาก โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมการโอนเงิน  หรือไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมจากอัตราแลกเปลี่ยนใด ๆ ให้เราต้องลุ้นว่าแพงไหม เช่นวันนี้ ราคาซื้อ ขาย เงินตราต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 3 - 5% ที่เราต้องจ่ายให้กับธนาคาร และค่าโอนเงินก็เช่นเดียวกัน ได้แก่ โอนเงินผ่านระบบ Swift ของธนาคารจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 ถึง 1,500 บาท ที่ผู้โอนจะต้องจ่าย นอกจากนั้นผู้รับโอนเงินปลายทางก็ต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารปลายทางอีกด้วย เช่นอีก 400 - 500 บาทต่อรายการ ถ้าคิดเลขแบบง่ายๆ โอนเงิน 1 แสนบาท หักไปหักมา เหลือถึงผู้รับ เพียง 93,000 บาท ในขณะที่ใช้ระบบ Digital Money Transfer อาจะไม่ต้องเสียอะไรเลย หรือเสียน้อยมาก ๆ ก็ได้ ดังนั้นผลดีคือ ผู้รับปลายทางน่าจะได้รับเงินแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ

            ต่อไปการเดินทางไปต่างประเทศหรือการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ สามารถทำได้โดยใช้สกุลเงินเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องแลกเงินหรือถือเงินสด ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตที่จะมีค่าธรรมเนียมที่แพงอยู่ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเป็นต้น การเดินทางขึ้นรถ หรือ การเดินทางโดยรถสาธารณะ การจ่ายค่ากาแฟ ต่าง ๆ ก็สามารถจ่ายผ่าน Digital Wallet ที่เก็บเงิน Digital ไว้ผ่านโทรศัพท์มือถือของเราอย่างง่ายดาย ไม่ว่าใครที่สามารถเข้าถึง Internet ได้ ก็สามารถใช้ระบบการเงินใหม่นี้ได้ด้วยเช่นกัน

            แล้วถามว่า เงิน Digital สกุลนี้จะน่าเชื่อถือหรือไม่?

            Cryptocurrency โดยทั่วไปจะถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีสินทรัพย์ อะไรมาสำรอง Backup เงินสกุลเหล่านั้นอยู่ข้างหลัง ดังนั้นที่ผ่านมาเราจะเห็นเงิน Cryptocurrency ผันผวนได้อย่างมาก ง่ายต่อการนำมาเก็งกำไร เพราะมูลค่าที่แท้จริงยังยากต่อการค้นหาแต่คนสร้าง เงินสกุล LIBRA ว่ากันว่า จะมีสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องมา อาจจะเป็นเงินสกุลต่าง ๆ Fiat Money Bank Deposits Government Securities เป็นสิ่งที่สำรองBackup ค่าเงิน Digital นี้ให้มีความมั่นคงน่าเชื่อถือ แบบนี้ก็จะเหมือนกับสมัยก่อน ที่เงินดอลลาร์จะถูก Backup สำรองโดยมีทองคำกันเอาไว้ข้างหลังจึงทำให้ค่าเงินดอลลาร์ ได้รับความน่าเชื่อถือและเป็นที่นิยมใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน สินค้าและบริการต่าง ๆ ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบัน

            สิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ จะเป็น Disruptor ตัวจริงที่มีทั้ง Technology, Resources และ Money สถาบันการเงินทั่วโลกจะต้องปรับตัวให้เร็วมากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อจะได้ไม่ตกเทรนด์ของภาวะการแข่งขันครับ ดังนั้น ควรจับตามองให้ดีครับ

cr.moneyandbanking
แชร์กระทู้นี้
avatar
20 สิงหาคม 2019, 21:28:08 น.
อยากสอบถามครับ

Binary option กับ forex

ความต่างของมันคืออะไร
20 สิงหาคม 2019, 21:28:08 น.
ตอบกลับ #1Binary option กับ forex
avatar Sr. Member กระทู้: 352
อยากสอบถามครับ

Binary option กับ forex

ความต่างของมันคืออะไร
kittikom
21 สิงหาคม 2019, 06:44:23 น.
Option  น่า จะใช้เวลา กำหนด ครับ
kittikom Hero Member กระทู้: 803
Option  น่า จะใช้เวลา กำหนด ครับ
RabbitFX
21 สิงหาคม 2019, 12:16:31 น.
ผมว่า Option มันเป็นการเสี่ยงดวงมากกว่า Forex ครับ
ถ้าเจอการปรับกราฟได้ ก็คงสนุกกันนะครับ
RabbitFX Hero Member กระทู้: 1712
ผมว่า Option มันเป็นการเสี่ยงดวงมากกว่า Forex ครับ
ถ้าเจอการปรับกราฟได้ ก็คงสนุกกันนะครับ
tuinui
21 สิงหาคม 2019, 15:17:37 น.
Europe’s Sovereign Debt Crisis เป็นชื่อวิกฤตที่ค่อนข้างยาว และอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า “วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป” หลายคนอาจเริ่มร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง นี่คือวิกฤตที่มีความหมายตรงตัวตามชื่อของมัน วิกฤตที่มาจากหลายๆ ประเทศในแถบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสเปน อิตาลี และกรีซ พระเอกที่เป็นตัวจุดชนวนของเรื่องราวทั้งหมดนี้   

ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เห็นทีจะเป็นสุภาษิตที่อธิบายโลกการเงินช่วงนั้นได้ดีที่สุด อย่างที่ทุกคนรู้ว่าปี 2008 เกิด วิกฤต Subprime ในสหรัฐจนโลกทั้งโลกต้องหวั่นไหว เรียกได้ว่าหากมีอะไรที่เป็นข่าวร้ายผุดขึ้นมาในตลาด หรือสินทรัพย์อะไรบางอย่างเพียงนิดเดียว ความเชื่อมั่นที่มีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ รวมถึงตลาดการเงินการลงทุนที่น่าจะวอดวายได้แบบง่ายๆ แต่จนแล้วจนรอด ข่าวร้ายมันก็ผุดขึ้นมาจนได้       

มือเติบ 

ราวปี 2009 กรีซเพิ่งจะมีการเลือกรัฐบาลใหม่เข้ามาหมาดๆ เพื่อมาแทนรัฐบาลชุดเก่าที่ประชาชนได้แต่คิดแล้วก็สงสัยในความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น แน่นอนเรากำลังพูดถึงการทุจริตคอรัปชั่น ไม่มีใครอยากได้คนโกงบริหารประเทศแน่ๆ การได้มาซึ่งรัฐบาลใหม่จึงเปรียบเสมือนความหวังที่ประชาชนชาวกรีกคิดว่าจะนำพาประเทศให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น   

ทุกคนอาจตั้งความหวังไว้แบบนั้น แต่สิ่งที่ออกมากลับตรงข้าม ท่ามกลางข่าวดีของการเลือกรัฐบาลใหม่ ข่าวร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้พรมก็กำลังเผยให้เห็นอย่างช้าๆ นั่นคือหนี้ รัฐบาลชุดเก่าได้ก่อหนี้ไว้มหาศาลโดยที่ไม่บอกให้ “ใคร” รู้   

กรีซมีหนี้สินทั้งหมดราว 115% ของ GDP อีกทั้งยังมีการขาดดุลงบประมาณอีก 15% ของ GDP ทั้งหมด ความหมายง่ายๆ ก็คือ นอกจากกรีซจะมีหนี้สินล้นตัว ยังใช้เงินมากกว่าเงินที่หามาได้ ถ้านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดาอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก แต่นี่คือเศรษฐกิจระดับประเทศที่เชื่อมโยงกับคนนับล้าน การที่ไม่บอก “ใคร” ว่าตัวเองกำลังซุ่มเงียบก่อหนี้มันย่อมส่งผลร้ายแรงในภายหลัง   

“ใคร” ที่ว่านั้นก็คือกลุ่ม EU หรือยูโรโซนที่ทุกคนรู้จักกันนั่นเอง       

แมลงสาบไม่ได้มาตัวเดียว

กรีซเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของกลุ่มประเทศ EU ซึ่งทุกประเทศที่เป็นสมาชิกย่อมต้องมีกฎบางอย่างเพื่อไม่ให้แต่ละประเทศทำตัวเถลไถล เพราะต้องไม่ลืมว่า การรวมกลุ่ม EU นั้นแน่นแฟ้นเสียจนใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน หากมีประเทศใดที่ทำตัวไม่ดี ชาติสมาชิกอื่นๆ อาจต้องเดือดร้อน ซึ่งสำหรับกรีซ หนึ่งในกฎหลายข้อที่ต้องปฏิบัติตามก็คือห้ามมีหนี้เกินกว่า 60% ของ GDP  และห้ามขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ของ GDP   

แต่ลองขึ้นไปอ่านด้านบนอีกครั้ง กรีซมีหนี้ 115% และขาดดุลงบประมาณอีก 15% ของ GDP  ดูเหมือนกฎจะมีไว้แหกสำหรับกรีซ   

เจ้าหนี้คงไม่สบายใจกับพฤติกรรมของลูกหนี้ที่ชีวิตดีเกินเหตุ กรีซจึงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ พันธบัตรของกรีซกลายเป็นเกรดพันธบัตรขยะ (junk bond) ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 35% ดอกสูงล่อตาล่อใจ แต่ไม่รับประกันว่าจะได้เงินต้นคืนนะ และเมื่อมีความกังวลในประเทศที่หนึ่ง ความกังวลในประเทศที่สอง สาม และสี่ในกลุ่มยูโรโซนก็โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ   

ทั้งดอกเบี้ยที่สูง หนี้สินอีรุงตุงนัง แถมเศรษฐกิจของประเทศก็ไม่ใช่ว่าจะดีสักเท่าไหร่ ที่สุดแล้วกรีซจึงต้องวิ่งแจ้นกลับมาหาธนาคารกลางยุโรป (ECB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อขอเงินกู้มาต่อลมหายใจอีกนิด พร้อมกับเข้าสู่มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อแลกกับการกู้เงินมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สถานการณ์จึงพอจะทุเลาลงได้บ้าง   

แต่นี่เป็นเพียงแค่แมลงสาบตัวแรกที่ออกมาให้เห็นเท่านั้น       

แมลงสาบตัวอื่น   

ใช่ว่าจะมีแต่กรีซที่ประสบปัญหาเรื่องไม่มีเงินจ่ายหนี้ ประเทศอื่นในกลุ่มยูโรโซนอย่างเช่น อิตาลี ไอร์แลนด์ สเปน ต่างก็พบชะตากรรมที่ไม่ต่างจากกรีซ ยังดีที่สัดส่วนหนี้เมื่อเทียบกับ GDP โดยรวมอาจไม่สูงนัก แต่ก็ยังไม่มีเงินพอจ่าย โดยเฉพาะสเปน ประเทศที่น่าห่วงที่สุดเพราะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ากรีซมากมายนัก   

เหตุนี้เองที่ธนาคารกลางยุโรปต้องเร่งเข้าช่วยเหลือโดยการปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ แล้วให้ธนาคารเหล่านั้นเข้าไปซื้อหนี้ของประเทศที่เกิดปัญหาอีกต่อหนึ่งเพื่อลดความร้อนแรงของดอกเบี้ย (เมื่อมีคนอยากซื้อพันธบัตรของประเทศใดมากๆ ราคาจะสูงขึ้น และดอกเบี้ยจะต่ำลง) ซึ่งเงินที่เอามาปล่อยกู้ก็มาจากการพิมพ์แบงก์ ดูยังไงก็เหมือนมาตรการณ์ QE ของสหรัฐไม่มีผิด       

ปัญหาเรื้อรัง   

ในกรณีของสหรัฐ ครั้งแรกที่ประเทศแห่งทุนนิยมนี้ทำ QE (ลดดอกเบี้ย พิมพ์แบงก์รัวๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) ก็มีแต่คนกังวลว่าเงินดอลลาร์จะกลายเป็นกระดาษ เศรษฐกิจสหรัฐจะพังพินาศ ฯลฯ แต่อย่างที่เราได้เห็นกันว่าสหรัฐก็ยังอยู่ดีมีสุข (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ไม่ได้เกิดวิกฤตรุนแรงอย่างที่หลายคนกลัวกัน   

แต่สำหรับวิกฤตหนี้ยุโรป การทำ QE ของ ECB มันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือเรื่องของเศรษฐกิจ EU ที่หลายๆ ประเทศผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งประสบปัญหา ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิก ถ้าให้อธิบายง่ายๆ เหมือนกับงานกลุ่มสมัยเด็กที่คนขยันก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำ คนขี้เกียจก็นอนรอคะแนนสบายใจเฉิบ แต่สุดท้ายกลับได้คะแนนเท่ากัน คนที่ทำงานมากกว่าจะรู้สึกไม่พอใจก็เป็นเรื่องปกติ   

นี่คือสภาพที่กลุ่ม EU เป็น ณ ช่วงเวลานั้น ที่ประกอบด้วยประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งและประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอ แม้การช่วยเหลือประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอจะมี QE เป็นไม้เด็ด แต่ไม้อื่นๆ ก็ต้องอาศัยเงินลงขันจากกลุ่มประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยไปแจกจ่ายให้กับประเทศที่มีปัญหา เงินช่วยเหลือหลักแสนล้านยูโร ใครกันเล่าจะอยากทำงานเพื่อเอาเงินไปช่วยคนอื่นฟรีๆ ? นี่จึงเป็นผลให้อังกฤษทำประชามติและออกจากกลุ่ม EU เมื่อปี 2016   

วิกฤตหนี้สาธารณะปัจจุบันก็ยังไม่อาจตอบได้เต็มปากว่าทุกอย่างได้รับการแก้ไข เพราะทุกวันนี้กรีซก็ยังจ่ายหนี้ไม่หมด เศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ เป็นวิกฤตที่ไม่น่าตื่นเต้นเลยถ้าเทียบกับวิกฤตซับไพร์มที่ทำให้ตลาดหุ้นวอลสตรีทร่วงไป 50% และสถาบันการเงินล้มระเนระนาด แต่ความไม่น่าตื่นเต้นนี้เองที่น่ากลัวกว่า มันถึงขั้นทำให้อังกฤษต้องออกจากกลุ่ม EU และความเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแบบ 100% ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าอนาคตจะไม่เกิดปัญหาใหม่ๆ ขึ้น   

วิกฤตรุนแรงบางอย่างอาจเกิดขึ้นฉับพลันแล้วก็จางหายไป แต่วิกฤตเรื้อรังแบบอาจน่ากลัวกว่าและแก้ไขได้ยากกว่าวิกฤตแบบอื่นมากมายนัก

อ่านต่อได้ที่ http://www.investerest.co/economy/europe-sovereign-debt-crisis/?fbclid=IwAR123rkT6KJgZX2H2DFE8zrEMx0-65tB36MnNedA85LZsleVhDzU6L0TOKo
tuinui Hero Member กระทู้: 2682
Europe’s Sovereign Debt Crisis เป็นชื่อวิกฤตที่ค่อนข้างยาว และอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกว่า “วิกฤตหนี้สาธารณะยุโรป” หลายคนอาจเริ่มร้องอ๋อขึ้นมาบ้าง นี่คือวิกฤตที่มีความหมายตรงตัวตามชื่อของมัน วิกฤตที่มาจากหลายๆ ประเทศในแถบยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสเปน อิตาลี และกรีซ พระเอกที่เป็นตัวจุดชนวนของเรื่องราวทั้งหมดนี้   

ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เห็นทีจะเป็นสุภาษิตที่อธิบายโลกการเงินช่วงนั้นได้ดีที่สุด อย่างที่ทุกคนรู้ว่าปี 2008 เกิด วิกฤต Subprime ในสหรัฐจนโลกทั้งโลกต้องหวั่นไหว เรียกได้ว่าหากมีอะไรที่เป็นข่าวร้ายผุดขึ้นมาในตลาด หรือสินทรัพย์อะไรบางอย่างเพียงนิดเดียว ความเชื่อมั่นที่มีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปใหญ่ รวมถึงตลาดการเงินการลงทุนที่น่าจะวอดวายได้แบบง่ายๆ แต่จนแล้วจนรอด ข่าวร้ายมันก็ผุดขึ้นมาจนได้       

มือเติบ 

ราวปี 2009 กรีซเพิ่งจะมีการเลือกรัฐบาลใหม่เข้ามาหมาดๆ เพื่อมาแทนรัฐบาลชุดเก่าที่ประชาชนได้แต่คิดแล้วก็สงสัยในความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น แน่นอนเรากำลังพูดถึงการทุจริตคอรัปชั่น ไม่มีใครอยากได้คนโกงบริหารประเทศแน่ๆ การได้มาซึ่งรัฐบาลใหม่จึงเปรียบเสมือนความหวังที่ประชาชนชาวกรีกคิดว่าจะนำพาประเทศให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น   

ทุกคนอาจตั้งความหวังไว้แบบนั้น แต่สิ่งที่ออกมากลับตรงข้าม ท่ามกลางข่าวดีของการเลือกรัฐบาลใหม่ ข่าวร้ายที่ซ่อนอยู่ใต้พรมก็กำลังเผยให้เห็นอย่างช้าๆ นั่นคือหนี้ รัฐบาลชุดเก่าได้ก่อหนี้ไว้มหาศาลโดยที่ไม่บอกให้ “ใคร” รู้   

กรีซมีหนี้สินทั้งหมดราว 115% ของ GDP อีกทั้งยังมีการขาดดุลงบประมาณอีก 15% ของ GDP ทั้งหมด ความหมายง่ายๆ ก็คือ นอกจากกรีซจะมีหนี้สินล้นตัว ยังใช้เงินมากกว่าเงินที่หามาได้ ถ้านี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนธรรมดาอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่นัก แต่นี่คือเศรษฐกิจระดับประเทศที่เชื่อมโยงกับคนนับล้าน การที่ไม่บอก “ใคร” ว่าตัวเองกำลังซุ่มเงียบก่อหนี้มันย่อมส่งผลร้ายแรงในภายหลัง   

“ใคร” ที่ว่านั้นก็คือกลุ่ม EU หรือยูโรโซนที่ทุกคนรู้จักกันนั่นเอง       

แมลงสาบไม่ได้มาตัวเดียว

กรีซเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของกลุ่มประเทศ EU ซึ่งทุกประเทศที่เป็นสมาชิกย่อมต้องมีกฎบางอย่างเพื่อไม่ให้แต่ละประเทศทำตัวเถลไถล เพราะต้องไม่ลืมว่า การรวมกลุ่ม EU นั้นแน่นแฟ้นเสียจนใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน หากมีประเทศใดที่ทำตัวไม่ดี ชาติสมาชิกอื่นๆ อาจต้องเดือดร้อน ซึ่งสำหรับกรีซ หนึ่งในกฎหลายข้อที่ต้องปฏิบัติตามก็คือห้ามมีหนี้เกินกว่า 60% ของ GDP  และห้ามขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ของ GDP   

แต่ลองขึ้นไปอ่านด้านบนอีกครั้ง กรีซมีหนี้ 115% และขาดดุลงบประมาณอีก 15% ของ GDP  ดูเหมือนกฎจะมีไว้แหกสำหรับกรีซ   

เจ้าหนี้คงไม่สบายใจกับพฤติกรรมของลูกหนี้ที่ชีวิตดีเกินเหตุ กรีซจึงถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ พันธบัตรของกรีซกลายเป็นเกรดพันธบัตรขยะ (junk bond) ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 35% ดอกสูงล่อตาล่อใจ แต่ไม่รับประกันว่าจะได้เงินต้นคืนนะ และเมื่อมีความกังวลในประเทศที่หนึ่ง ความกังวลในประเทศที่สอง สาม และสี่ในกลุ่มยูโรโซนก็โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ   

ทั้งดอกเบี้ยที่สูง หนี้สินอีรุงตุงนัง แถมเศรษฐกิจของประเทศก็ไม่ใช่ว่าจะดีสักเท่าไหร่ ที่สุดแล้วกรีซจึงต้องวิ่งแจ้นกลับมาหาธนาคารกลางยุโรป (ECB) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อขอเงินกู้มาต่อลมหายใจอีกนิด พร้อมกับเข้าสู่มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อแลกกับการกู้เงินมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า สถานการณ์จึงพอจะทุเลาลงได้บ้าง   

แต่นี่เป็นเพียงแค่แมลงสาบตัวแรกที่ออกมาให้เห็นเท่านั้น       

แมลงสาบตัวอื่น   

ใช่ว่าจะมีแต่กรีซที่ประสบปัญหาเรื่องไม่มีเงินจ่ายหนี้ ประเทศอื่นในกลุ่มยูโรโซนอย่างเช่น อิตาลี ไอร์แลนด์ สเปน ต่างก็พบชะตากรรมที่ไม่ต่างจากกรีซ ยังดีที่สัดส่วนหนี้เมื่อเทียบกับ GDP โดยรวมอาจไม่สูงนัก แต่ก็ยังไม่มีเงินพอจ่าย โดยเฉพาะสเปน ประเทศที่น่าห่วงที่สุดเพราะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ากรีซมากมายนัก   

เหตุนี้เองที่ธนาคารกลางยุโรปต้องเร่งเข้าช่วยเหลือโดยการปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากๆ ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ แล้วให้ธนาคารเหล่านั้นเข้าไปซื้อหนี้ของประเทศที่เกิดปัญหาอีกต่อหนึ่งเพื่อลดความร้อนแรงของดอกเบี้ย (เมื่อมีคนอยากซื้อพันธบัตรของประเทศใดมากๆ ราคาจะสูงขึ้น และดอกเบี้ยจะต่ำลง) ซึ่งเงินที่เอามาปล่อยกู้ก็มาจากการพิมพ์แบงก์ ดูยังไงก็เหมือนมาตรการณ์ QE ของสหรัฐไม่มีผิด       

ปัญหาเรื้อรัง   

ในกรณีของสหรัฐ ครั้งแรกที่ประเทศแห่งทุนนิยมนี้ทำ QE (ลดดอกเบี้ย พิมพ์แบงก์รัวๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ) ก็มีแต่คนกังวลว่าเงินดอลลาร์จะกลายเป็นกระดาษ เศรษฐกิจสหรัฐจะพังพินาศ ฯลฯ แต่อย่างที่เราได้เห็นกันว่าสหรัฐก็ยังอยู่ดีมีสุข (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) ไม่ได้เกิดวิกฤตรุนแรงอย่างที่หลายคนกลัวกัน   

แต่สำหรับวิกฤตหนี้ยุโรป การทำ QE ของ ECB มันมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือเรื่องของเศรษฐกิจ EU ที่หลายๆ ประเทศผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งประสบปัญหา ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิก ถ้าให้อธิบายง่ายๆ เหมือนกับงานกลุ่มสมัยเด็กที่คนขยันก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำ คนขี้เกียจก็นอนรอคะแนนสบายใจเฉิบ แต่สุดท้ายกลับได้คะแนนเท่ากัน คนที่ทำงานมากกว่าจะรู้สึกไม่พอใจก็เป็นเรื่องปกติ   

นี่คือสภาพที่กลุ่ม EU เป็น ณ ช่วงเวลานั้น ที่ประกอบด้วยประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งและประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอ แม้การช่วยเหลือประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอจะมี QE เป็นไม้เด็ด แต่ไม้อื่นๆ ก็ต้องอาศัยเงินลงขันจากกลุ่มประเทศสมาชิกที่ร่ำรวยไปแจกจ่ายให้กับประเทศที่มีปัญหา เงินช่วยเหลือหลักแสนล้านยูโร ใครกันเล่าจะอยากทำงานเพื่อเอาเงินไปช่วยคนอื่นฟรีๆ ? นี่จึงเป็นผลให้อังกฤษทำประชามติและออกจากกลุ่ม EU เมื่อปี 2016   

วิกฤตหนี้สาธารณะปัจจุบันก็ยังไม่อาจตอบได้เต็มปากว่าทุกอย่างได้รับการแก้ไข เพราะทุกวันนี้กรีซก็ยังจ่ายหนี้ไม่หมด เศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาก็ยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ เป็นวิกฤตที่ไม่น่าตื่นเต้นเลยถ้าเทียบกับวิกฤตซับไพร์มที่ทำให้ตลาดหุ้นวอลสตรีทร่วงไป 50% และสถาบันการเงินล้มระเนระนาด แต่ความไม่น่าตื่นเต้นนี้เองที่น่ากลัวกว่า มันถึงขั้นทำให้อังกฤษต้องออกจากกลุ่ม EU และความเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแบบ 100% ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าอนาคตจะไม่เกิดปัญหาใหม่ๆ ขึ้น   

วิกฤตรุนแรงบางอย่างอาจเกิดขึ้นฉับพลันแล้วก็จางหายไป แต่วิกฤตเรื้อรังแบบอาจน่ากลัวกว่าและแก้ไขได้ยากกว่าวิกฤตแบบอื่นมากมายนัก

อ่านต่อได้ที่ http://www.investerest.co/economy/europe-sovereign-debt-crisis/?fbclid=IwAR123rkT6KJgZX2H2DFE8zrEMx0-65tB36MnNedA85LZsleVhDzU6L0TOKo
tuinui
23 สิงหาคม 2019, 17:20:00 น.
ในการลงทุนระยะยาวนั้น การเอาใจออกจากตลาดถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยิ่งเราดูราคาน้อยลงเท่าไหร่ เราย่อมตกเป็นเหยื่อของอารมณ์น้อยลงเท่านั้น งานอดิเรก ถือเป็นเครื่องทุ่นแรงอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ให้เราสนใจตลาดหุ้นน้อยลง ผมจึงมักบอกกับเพื่อนเสมอ ๆ ว่า นักลงทุนควรมีงานอดิเรก   

งานอดิเรกมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักลงทุนระยะยาว เพราะมันจะทำให้เรามีเวลาที่จะเอาใจออกจากตลาดไปสนใจเรื่องอื่น ๆ บ้าง มีสิ่งที่รักให้ทำ นอกจากเฝ้าตลาดเพียงอย่างเดียว   

งานอดิเรกอย่างแรก ๆ ที่ควรมี คือ การอ่าน เพราะการอ่าน ทำให้นักลงทุนเพิ่มพูนความรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งองค์ความรู้ในโลกนี้ ต่างก็มีประโยชน์ต่อการลงทุน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งนั้น   

งานอดิเรกอีกอย่างที่ควรมี คือ การออกกำลังกาย เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดีว่า การลงทุนระยะยาวนั้นใช้เวลายาวนาน ในการพิสูจน์ผลตอบแทน นักลงทุนจึงจำเป็นต้องมีสุขภาพแข็งแรง จนถึงวันที่จะรวยอีกด้วย นอกจากนั้น การออกกำลังกาย ยังเป็นยาระบายความเครียดอย่างดีมาก ๆ ที่จะช่วยทำให้นักลงทุนผ่อนคลาย และได้ระบายความรู้สึกไม่ดีต่าง ๆ ในวันที่ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นดั่งใจ   

นอกเหนือจากนั้น นักลงทุนก็ยังคงสามารถมีงานอดิเรกใดก็ได้ ตราบที่ทำแล้วยังมีความสุข อย่าลืมว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีเพียงมิติของงาน หรือการลงทุนเท่านั้น เรายังคงสามารถหาความสุขตราบเท่าที่เราอยากจะมี   

เราอาจจะชอบอะไรสักอย่างหนึ่ง สักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขได้ทุกวัน เราอาจจะออกไปเรียนทำอาหาร ลองเขียนบทความฝึกสมอง ออกไปท่องเที่ยวโลกกว้าง ลองเรียนภาษาใหม่ ๆ เล่นดนตรี เล่นกีฬาที่เคยสนใจเมื่อนานมาแล้ว อ่านหนังสือแบบอื่น ๆ ดูบ้างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรง ไปดูหนัง จิบกาแฟ เที่ยวเล่นแบบที่เราใฝ่ฝันอยากจะทำ   

การอดิเรกทำให้การรอคอยไม่น่าเบื่อ   การกระจายความสุขไปในทุกด้านของชีวิต ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น เวลาบอกว่า ซื้อหุ้นตัวหนึ่งต้องรอ 3 – 5 ปี มันอาจจะดูยาวนานมาก แต่ถ้าชีวิตเรามีความสุข และเราก็ก้มหน้าก้มตาใช้มันไปเรื่อย ๆ เผลอ ๆ รู้สึกตัวอีกที เวลาอาจจะผ่านไปมาก จนเราไม่รู้สึกตัว   งานอดิเรกสำคัญเป็นอย่างยิ่ง   โดยเฉพาะวันที่ฟ้าผนไม่เป็นใจ ผลตอบแทนไม่ได้ดั่งใจหวัง ความสุขที่ได้มาจากความรู้สึกดี ๆ ด้านอื่น ๆ จะคอยช่วยปลอบประโลมเราว่า ชีวิตเรายังมีความสุขได้อีกมาก โดยไม่จำเป็นจะต้องไปผูกกับตัวเลขในพอร์ตไว้เพียงแต่อย่างเดียว

อ่านต่อได้ที่ http://www.investerest.co/attitude/investors-and-hobbies/ | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co
23 สิงหาคม 2019, 17:20:00 น.
tuinui Hero Member กระทู้: 2682
ในการลงทุนระยะยาวนั้น การเอาใจออกจากตลาดถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยิ่งเราดูราคาน้อยลงเท่าไหร่ เราย่อมตกเป็นเหยื่อของอารมณ์น้อยลงเท่านั้น งานอดิเรก ถือเป็นเครื่องทุ่นแรงอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ให้เราสนใจตลาดหุ้นน้อยลง ผมจึงมักบอกกับเพื่อนเสมอ ๆ ว่า นักลงทุนควรมีงานอดิเรก   

งานอดิเรกมีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักลงทุนระยะยาว เพราะมันจะทำให้เรามีเวลาที่จะเอาใจออกจากตลาดไปสนใจเรื่องอื่น ๆ บ้าง มีสิ่งที่รักให้ทำ นอกจากเฝ้าตลาดเพียงอย่างเดียว   

งานอดิเรกอย่างแรก ๆ ที่ควรมี คือ การอ่าน เพราะการอ่าน ทำให้นักลงทุนเพิ่มพูนความรู้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งองค์ความรู้ในโลกนี้ ต่างก็มีประโยชน์ต่อการลงทุน ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมทั้งนั้น   

งานอดิเรกอีกอย่างที่ควรมี คือ การออกกำลังกาย เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดีว่า การลงทุนระยะยาวนั้นใช้เวลายาวนาน ในการพิสูจน์ผลตอบแทน นักลงทุนจึงจำเป็นต้องมีสุขภาพแข็งแรง จนถึงวันที่จะรวยอีกด้วย นอกจากนั้น การออกกำลังกาย ยังเป็นยาระบายความเครียดอย่างดีมาก ๆ ที่จะช่วยทำให้นักลงทุนผ่อนคลาย และได้ระบายความรู้สึกไม่ดีต่าง ๆ ในวันที่ตลาดหุ้นไม่ได้เป็นดั่งใจ   

นอกเหนือจากนั้น นักลงทุนก็ยังคงสามารถมีงานอดิเรกใดก็ได้ ตราบที่ทำแล้วยังมีความสุข อย่าลืมว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีเพียงมิติของงาน หรือการลงทุนเท่านั้น เรายังคงสามารถหาความสุขตราบเท่าที่เราอยากจะมี   

เราอาจจะชอบอะไรสักอย่างหนึ่ง สักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขได้ทุกวัน เราอาจจะออกไปเรียนทำอาหาร ลองเขียนบทความฝึกสมอง ออกไปท่องเที่ยวโลกกว้าง ลองเรียนภาษาใหม่ ๆ เล่นดนตรี เล่นกีฬาที่เคยสนใจเมื่อนานมาแล้ว อ่านหนังสือแบบอื่น ๆ ดูบ้างที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรง ไปดูหนัง จิบกาแฟ เที่ยวเล่นแบบที่เราใฝ่ฝันอยากจะทำ   

การอดิเรกทำให้การรอคอยไม่น่าเบื่อ   การกระจายความสุขไปในทุกด้านของชีวิต ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น เวลาบอกว่า ซื้อหุ้นตัวหนึ่งต้องรอ 3 – 5 ปี มันอาจจะดูยาวนานมาก แต่ถ้าชีวิตเรามีความสุข และเราก็ก้มหน้าก้มตาใช้มันไปเรื่อย ๆ เผลอ ๆ รู้สึกตัวอีกที เวลาอาจจะผ่านไปมาก จนเราไม่รู้สึกตัว   งานอดิเรกสำคัญเป็นอย่างยิ่ง   โดยเฉพาะวันที่ฟ้าผนไม่เป็นใจ ผลตอบแทนไม่ได้ดั่งใจหวัง ความสุขที่ได้มาจากความรู้สึกดี ๆ ด้านอื่น ๆ จะคอยช่วยปลอบประโลมเราว่า ชีวิตเรายังมีความสุขได้อีกมาก โดยไม่จำเป็นจะต้องไปผูกกับตัวเลขในพอร์ตไว้เพียงแต่อย่างเดียว

อ่านต่อได้ที่ http://www.investerest.co/attitude/investors-and-hobbies/ | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co
nottfx
25 สิงหาคม 2019, 11:00:52 น.
สอบถามหน่อยครับ ปกติ PC 1 เครื่อง มัน เปิด บช mt4 ได้มากสุด กี่ บช ครับ
25 สิงหาคม 2019, 11:00:52 น.
ตอบกลับ #6ถามเรื่อง MT4
nottfx Sr. Member กระทู้: 349
สอบถามหน่อยครับ ปกติ PC 1 เครื่อง มัน เปิด บช mt4 ได้มากสุด กี่ บช ครับ
Greenpips
25 สิงหาคม 2019, 11:07:35 น.
ได้หลายบัญชีครับ แต่ต้องลงโปรแกรม mt4 หลายครัเงครับถ้าจะเปิดพร้อมกัน เปลี่ยนชื่อไฟล์ folder ด้วยครับ
25 สิงหาคม 2019, 11:07:35 น.
ตอบกลับ #7Re: ถามเรื่อง MT4
Greenpips Hero Member กระทู้: 822
ได้หลายบัญชีครับ แต่ต้องลงโปรแกรม mt4 หลายครัเงครับถ้าจะเปิดพร้อมกัน เปลี่ยนชื่อไฟล์ folder ด้วยครับ
kittikom
25 สิงหาคม 2019, 11:28:12 น.
32 mt4 นะครับถ้าจำไม่ผิด สูงสุดต่อ 1 User Windows แรงแค่ไหนก็เปิดได้แค่นี้
 ถ้าจะเปิดเยอะขึ้นแนะนำ windows server แล้วแบ่ง user เป็น rdp ออก
25 สิงหาคม 2019, 11:28:12 น.
ตอบกลับ #8Re: ถามเรื่อง MT4
kittikom Hero Member กระทู้: 803
32 mt4 นะครับถ้าจำไม่ผิด สูงสุดต่อ 1 User Windows แรงแค่ไหนก็เปิดได้แค่นี้
 ถ้าจะเปิดเยอะขึ้นแนะนำ windows server แล้วแบ่ง user เป็น rdp ออก
dukdik
25 สิงหาคม 2019, 11:39:27 น.
ผมเปิดอยู่ 5  ตัวมันก็เริ่มหนืดหน่อยๆ แล้ว
25 สิงหาคม 2019, 11:39:27 น.
ตอบกลับ #9ถามเรื่อง MT4
dukdik Hero Member กระทู้: 2927
ผมเปิดอยู่ 5  ตัวมันก็เริ่มหนืดหน่อยๆ แล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 สิงหาคม 2019, 11:41:08 น. โดย dukdik »
1

Navigation



Who is online
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูบอร์ดนี้
FBS
FBS